เต็ดตรา แพ้ค คว้าคะแนนระดับ ‘ดับเบิลเอ’ อีกครั้ง ในการดำเนินงานที่เป็นเลิศเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกและการปกป้องผืนป่า

เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ (29 ธันวาคม พ.ศ. 2564): เต็ดตรา แพ้ค ได้รับการยกย่องในฐานะผู้นำด้านความยั่งยืนระดับองค์กรโดยซีดีพี[1] องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ดำเนินงานเพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก ซึ่งยังคงสามารถรักษาคะแนนใน “ระดับเอ” (A-List) ในด้านการดำเนินงานเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการปกป้องผืนป่าเป็นไว้ได้เป็นปีที่สามติดต่อกัน โดยประเด็นดังกล่าวถือเป็นสองในสามประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่ซีดีพีทำการติดตาม และยังเป็นเหตุผลให้เต็ดตรา แพ้ค เป็นบริษัทเดียวในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ที่ได้รับการยกย่องให้อยู่ในระดับผู้นำแถวหน้าของซีดีพีเป็นเวลาหกปีติดต่อกัน

เต็ดตรา แพ้ค ถือเป็นหนึ่งในบริษัทเพียงไม่กี่แห่งที่ได้รับคะแนนระดับ “ดับเบิลเอ” ซึ่งก้าวนำบริษัทอื่น ๆ อีกเกือบ 12,000 แห่ง ผ่านการให้คะแนนตามข้อมูลที่ส่งผ่านแบบสอบถามของซีดีพีในปี 2564

กระบวนการเปิดเผยและให้คะแนนด้านสิ่งแวดล้อมประจำปีของซีดีพีได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นมาตรฐานระดับสูงในเรื่องความโปร่งใสด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับองค์กร ในปี 2564 นักลงทุนกว่า 590 รายที่มีทรัพย์สินมากกว่า 110 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และผู้ซื้อรายใหญ่ 200 รายที่มีค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อจัดจ้าง 5.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ขอให้บริษัทต่าง ๆ เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ความเสี่ยง และโอกาสในการดำเนินงานผ่านแพลตฟอร์มของซีดีพี โดยได้รับการตอบรับจากบริษัทมากกว่า 13,000 แห่ง ซึ่งถือเป็นการทุบสถิติครั้งใหม่ 

ซีดีพีได้ใช้กระบวนการอิสระและการเจาะลึกรายละเอียดในการประเมินบริษัทต่าง ๆ เพื่อการจัดลำดับคะแนนจาก “เอ” ถึง “ดี” โดยพิจารณาจากความครอบคลุมของการเปิดเผยข้อมูล การสร้างการรับรู้ และการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม และการแสดงให้เห็นถึงการปฏิบัติงานที่ดีเยี่ยมที่สื่อถึงความเป็นผู้นำในเรื่องสิ่งแวดล้อม เช่น การตั้งเป้าหมายที่ท้าทายและก่อให้เกิดผล ทั้งนี้ บริษัทที่ไม่เปิดเผยข้อมูลหรือให้ข้อมูลไม่เพียงพอจะได้รับคะแนนในระดับ “เอฟ”   

การให้คะแนนของซีดีพีในเรื่องป่าไม้พิจารณาจากกลุ่มผลิตภัณฑ์ 4 ประเภทที่เป็นสาเหตุให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่า ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ไม้ ผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ ถั่วเหลือง และน้ำมันปาล์ม โดยบริษัทต่าง ๆ จะต้องได้คะแนนระดับเออย่างน้อย หนึ่งประเภทผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงต่อป่าไม้ดังกล่าว เพื่อให้ติดรายชื่อบริษัทระดับเอในการดำเนินงานด้านป่าไม้ (Forests A-List)

มร.ลาร์ส ฮอล์มควิสต์ รองประธานบริหารด้านความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร ของเต็ดตรา แพ้ค กล่าวว่า “เราเชื่อว่าการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นศูนย์ในอุตสาหกรรมอาหารมีความสำคัญต่อการแข่งขัน และปัจจัยสำคัญในการดำเนินการตามเป้าหมายให้ลุล่วง คือการทำงานที่มีความโปร่งใส เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผู้นำที่ถูกจัดอันดับโดยซีดีพีเป็นครั้งที่หก เพราะเป็นสิ่งที่ตอกย้ำว่า เราได้ดำเนินการไปในทิศทางที่ถูกต้องในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและลดความเสี่ยงจากการตัดไม้ทำลายป่า”

“ปีที่แล้วเราให้คำมั่นว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ในการดำเนินงานของเราเองภายในปี 2573 โดยมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่าทั้งหมดเป็นศูนย์ภายในปี 2593 เป้าหมายใหม่ที่เราได้รับการอนุมัติจาก SBTi (The Science-Based Target initiative) ในขอบเขต 1, 2 และ 3[2] ทั้งหมดหมายถึง การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 46% ทั่วทั้งห่วงโซ่คุณค่าภายในปี 2573 ซึ่งสอดคล้องกับการจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มสูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส นี่คือสิ่งที่ภูมิอากาศวิทยาล่าสุดชี้ว่ามีความจำเป็นเพื่อป้องกันผลกระทบที่เป็นอันตรายที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เราจึงมุ่งมั่นที่จะมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่”

คะแนนระดับ “ดับเบิลเอ” เน้นย้ำถึงความตั้งใจอย่างยาวนานของเต็ดตรา แพ้ค ในการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างเช่น บริษัทมีความโดดเด่นในเป้าหมายด้านสภาพอากาศในปี 2563 โดยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่คุณค่าลง 19% เมื่อเทียบกับค่าเริ่มต้นในปี 2553 และแสดงให้เห็นชัดว่า บริษัทสามารถเติบโตไปได้พร้อม ๆ กันกับการลดผลกระทบต่อสภาพอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการดำเนินการที่ถือเป็นส่วนหนึ่งของการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมนี้ เต็ดตรา แพ้ค ได้ลดการสร้างมลภาวะในการดำเนินงาน [ขอบเขตที่ 1 และ 2] ลง 70% ตั้งแต่ปี 2553 นอกจากนี้ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซีดีพีได้ชี้ว่า เต็ดตรา แพ้ค เป็นหนึ่งในสี่ “ผู้บุกเบิก” ที่ดำเนินการโดยใช้ “แนวปฏิบัติที่ดีที่สุด” ในการปกป้องผืนป่า   

เมื่อมองไปยังหนทางข้างหน้า บริษัทผู้นำเสนอโซลูชันการแปรรูปอาหารและบรรจุภัณฑ์ชั้นนำอย่างเต็ดตรา แพ้คได้กำหนดความมุ่งมั่นเอาไว้เพิ่มเติม เช่น การเปลี่ยนไปใช้พลังงานไฟฟ้าทดแทน 100% ในการดำเนินงานภายในปี 2573 ให้สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของ RE100[3] การเพิ่มการใช้พลาสติกโพลิเมอร์ที่มีส่วนประกอบซึ่งสามารถนำมาใช้ใหม่หรือนำมารีไซเคิลได้ โดยตั้งเป้าไว้ที่ 20% (ตามน้ำหนักของปริมาณแหล่งที่มา) ทั่วโลกภายในปี 2568 และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อความหลากหลายทางชีวภาพผ่านการอนุรักษ์ป่าไม้และการแก้ปัญหาด้วยธรรมชาติ

มร. พอล ซิมป์สัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซีดีพี กล่าวว่า “ขอแสดงความยินดีกับบริษัทต่าง ๆ ที่ได้การจัดลำดับคะแนนระดับ A List ของซีดีพีในปีนี้ การเป็นผู้นำด้านความโปร่งใสและแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเป็นหนึ่งในขั้นตอนที่สำคัญที่สุดที่ธุรกิจสามารถทำได้ ยิ่งไปกว่านั้นในปีแห่ง COP26 และรายงานการประเมินครั้งที่ 6 ของ IPCC เราไม่สามารถมองข้าม ระดับความเสี่ยงต่อการดำเนินธุรกิจจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความไม่มั่นคงของแหล่งน้ำ และการตัดไม้ทำลายป่าได้อีกต่อไป และเราต่างทราบดีว่าโอกาสในการดำเนินการนั้นมีมากกว่าการที่เราจะเสี่ยงไม่ดำเนินการใด ๆ ความเป็นผู้นำของภาคเอกชนเป็นสิ่งจำเป็นที่จะเสริมสร้างเป้าหมายระดับโลกนี้ เพื่อก่อให้เกิดโลกที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โลกที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ และโลกแห่งความเท่าเทียม บริษัทที่ได้คะแนนระดับ A-List ของเราจะร่วมส่งกำลังใจให้กับบริษัทต่าง ๆ ที่กำลังเตรียมเพื่อก้าวสู่ความเป็นเลิศในระบบเศรษฐกิจแห่งอนาคตด้วยการลงมือทำตั้งแต่วันนี้”

รายชื่อบริษัททั้งหมดที่ได้รับการจัดอันดับอยู่ในระดับ A List โดยซีพีดี พร้อมคะแนนของบริษัทอื่น ๆ สามารถดูได้ที่ https://www.cdp.net/en/companies/companies-scores 

Comments

No comments yet. Why don’t you start the discussion?

Leave a Reply

Your email address will not be published.