‘ไทยเบฟ’ควัก 8 พันล้าน ลุยลงทุนไทย-เทศ รุก‘เฮลท์-อีวี สเตชั่น’

“ไทยเบฟ” ทุ่ม 5,000- 8,000 ล้านบาท สยายปีกรุกธุรกิจแอลกอฮอล์-นอน แอลกอฮอล์ในปี 66 เด้งรับเทรนด์โลกปักหมุดขยายเฮลท์แอนด์เวลเนส พลังงานทางเลือก นำร่องซินเนอร์ยีกลุ่มฟู้ดปั้นคอมมูนิตี้ มอลล์ชูจุดขาย อีวี สเตชั่นพร้อมร้านอาหาร ประเดิมทดลองตลาดตั้งจุดชาร์จในร้าน KFC

นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือ ไทยเบฟ เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจของไทยเบฟในช่วงโควิดตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ภายใต้กรอบ PASSION 2025 ท่ามกลางความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ไทยเบฟสามารถปรับตัวในสถานการณ์ที่ยากลำบากได้จากการรัดเข็มขัดตัวเองและใส่ใจค่าใช้จ่ายต่างๆ ส่งผลให้ในปี 2564 บริษัทมีรายได้ 472,585 ล้านบาท และกำไร 27,339ล้านบาท

ปีนี้ประเทศไทยและเวียดนามซึ่งเป็นตลาดหลักของไทยเบฟ ได้ผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 ทำให้การบริโภคกลับมาฟื้นตัว และช่วยให้รายได้และกำไรของกลุ่มเติบโตขึ้น ส่งผลให้ในช่วง 9 เดือนแรกของกลุ่มมีรายได้รวม 207,922 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน มีกำไร 39,110 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ด้านทิศทางการลงทุนหลังจากนี้ ไทยเบฟได้วางงบการลงทุน 5,000-8,000 ล้านบาท โดยให้น้ำหนักกับการเติบโตแบบออแกนิกมากกว่าการ M&A ซึ่งงบลงทุนส่วนใหญ่ถูกวางไว้เพื่อใช้ในการลงทุนในฟาซิลิตี้ ทั้งเรื่องของเทคโนโลยี แวร์เฮาส์ และโลจิสติกส์ อินโนเวชั่น รวมไปถึงเรื่องของ EV ซึ่งในเฟสแรกบริษัทมองว่าจำเป็นจะต้องลงทุน 1 ใน 3 ของแผนทั้งหมด

“ในมุมของการลงทุนจะมาจากด้านนอนแอลกอฮอล์สูงโดยเป็นธุรกิจที่มุ่งเน้นในเรื่องของ Health & Wellness มากขึ้น ดังนั้นในอนาคตจะเห็นการลงทุนและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆที่จะออกมาต่อเนื่อง เพราะมองว่าสินค้าที่ไม่มีแอลกอฮอล์มีโอกาสและศักยภาพสูงจึงไม่แปลกใจที่ไทยเบฟจะลงมาเล่นในตลาดนอนแอลกอฮอลล์ที่มีมาร์จิ้นต่ำกว่า เพราะต้องการที่จะเป็นผู้นำทางด้านอาหารและเครื่องดื่ม และถ้ามองในภาพรวม ผู้บริโภคต้องการสินค้าที่ดีและมีคุณภาพและดีต่อสุขภาพกำลังมา เพราะฉะนั้นก็จะเป็นเรื่องของ Health & Wellness ซึ่งบริษัทให้ความสำคัญแต่ต้องใช้เวลา สร้างการรับรู้และการยอมรับ”

ทั้งนี้หากย้อนไปดูภาพรวมธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ จะพบว่า มีรายได้จากการขาย 12,826 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.7 % มีกำไร 1,717 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.4% สาเหตุหลักมาจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น 8.4% ท่ามกลางการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศไทย

ขณะที่รายได้จากการขายของธุรกิจอาหาร 11,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38.6% มีกำไร 1,578 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 104.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากการฟื้นตัวของปริมาณการรับประทานอาหารในร้านที่ร้านอาหาร ประกอบกับแรงผลักดันอย่างต่อเนื่องของกลุ่มเพื่อเพิ่มการเจาะแบรนด์และการเข้าถึง จากความพยายามของกลุ่มในการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานของร้านอาหารในกลุ่มธุรกิจอาหาร

อย่างไรก็ตามแม้ว่าทิศทางการลงทุนหลังจากนี้จะเน้นหนักไปทางฝั่งของธุรกิจไม่มีแอลกอฮอล์ แต่ผู้บริหารยังย้ำว่า ไทยเบฟยังให้ความสำคัญกับธุรกิจสุราและเบียร์ เพราะแม้ว่าธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ จะช่วยให้ไทยเบฟแข็งแกร่งขึ้น แต่ธุรกิจสุราและเบียร์ยังให้ value มากกว่า volume โดยในส่วนของธุรกิจเบียร์ยังคงมีอินเวสต์เมนท์อยู่ในไปป์ไลน์ รวมทั้งแผน IPO ของ BeerCoในสิงคโปร์ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เลื่อนออกไปจากสภาพตลาดเศรษฐกิจและสภาพตลาดที่ไม่เอื้ออำนวย

“BeerCo IPO มาแน่ แต่ประเด็นที่สำคัญคือการ Unlock Value ตรงนี้เป็นการ Unlock Thai bev ฉะนั้น จะต้องคิดให้หนัก เราก็คงต้องทำ แต่โอกาสมาเมื่อไร ไม่มีใครรู้ อาจจะเป็น 6 เดือนข้างหน้า 12 เดือนข้างหน้าหรือ 18 เดือนข้างหน้า ขึ้นอยู่กับช่วงจังหวะ สภาพตลาดและเศรษฐกิจด้วย”

ทั้งนี้ภาพรวมธุรกิจสุราของไทยเบฟมีรายได้ 90,648 ล้านบาท ลดลง 1.1% มีปริมาณการขายเพิ่มขึ้น 0.02% มีกำไร 22,369 ล้านบาท ลดลง 5.2% เนื่องจากต้นทุนบรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นและค่าเงินจ๊าดเมียนมาร์เพิ่มขึ้น แม้ว่าต้นทุนกากน้ำตาลจะเริ่มลดลงในไตรมาส 3/65 เมื่อเปรียบเทียบปีก่อน ขณะที่รายได้จากการขายของธุรกิจเบียร์จำนวน 92,573 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.3% มีปริมาณเพิ่มขึ้น 6% มีกำไร 13,446 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.5% โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ดีในเวียดนามและการขึ้นราคาในประเทศไทยและเวียดนาม และสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณการขายของ SABECO

“แต่ละผลิตภัณฑ์ยังคงมีการเติบโตไปในทิศทางของตัวเอง แต่ในเรื่องภาพรวมเราจำเป็นต้องโตในฝั่งของเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ หรืออาหาร (Food) ที่ดีต่อสุขภาพเพราะสามารถขยายไลน์สินค้าต่างๆได้ ขณะเดียวกันเรายังเปิดกว้างในเรื่องของ M&A นอกจากนี้ไทยเบฟยังมีการลงทุนในหลายประเทศ หนึ่งในนั้นคือ Project C ในอาเซียนซึ่งมาจาก IPO ของBeerCo แต่ด้วยสภาพตลาดไม่เอื้ออำนวยต่อการ IPO เราก็จำเป็นที่จะต้องเลื่อนออกไป”

นายโฆษิต สุขสิงห์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และผู้บริหารสูงสุด กลุ่มงานดิจิทัลและเทคโนโลยี กล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญในเรื่องของเทคโนโลยี โลจิสติกส์ รวมไปถึงพลังงานทางเลือก ซึ่งขณะนี้มีแผนลงทุนต่อเนื่อง รวมทั้งอยู่ระหว่างการศึกษาและทดลองตลาด ไม่ว่าจะเป็นการสร้างคอมมูนิตี้ มอลล์ ที่มีจุดชาร์จ EV Station เป็นจุดขาย รวมทั้งมีร้านอาหารในเครือ ห้องน้ำ คอยให้บริการ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นได้ในปีหน้า ขณะเดียวกันยังอยู่ระหว่างทดลองให้บริการจุดชาร์จรถ EV ในร้านเคเอฟซี ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเปิดให้บริการได้ในปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า 1-2 สาขา เป็นต้น

Comments

No comments yet. Why don’t you start the discussion?

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *