3 โบรกเกอร์ ประสานเสียง ส่อหุ้นอสังหาฯน้องใหม่ IPO สิวารมณ์ (“SVR”) น่าลงทุน
ชี้เป้าราคาเหมาะสม 3 – 3.10 บาท

3 โบรกเกอร์ ( บล.ฟินันเซีย ไซรัส -บล.พาย – บล. โกลเบล็ก ) ประสานเสียง หุ้นอสังหาฯน้องใหม่ IPO สิวารมณ์ เรียลเอสเตท (“SVR”) น่าลงทุน ประเมินราคาเป้าหมายหุ้นป้ายแดง ในช่วง 3 – 3.10 บาทต่อหุ้น ชี้ความต้องการที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯและปริมณฑลฟื้นตัว จากกลุ่มที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง ตามภาพรวมเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น พร้อม ระบุจากสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลพฤติกรรมการเลือกที่อยู่อาศัยเปลี่ยน สบช่องที่อยู่อาศัยแนวราบทะยานพุ่งสูงขึ้น

          บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ประเมินทิศทางการเติบโตทางธุรกิจ ของบริษัท สิวารมณ์ เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ “SVR” โดยประเมินมูลค่าของ “SVR” ด้วยวิธี Relative PE ที่ 8.0 เท่า ใกล้เคียงกับ Forward PE2023 ของบริษัทที่ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 12 รายหลัก โดยคำนวณมูลค่าเหมาะสมปี 2566 ที่ 3 บาทต่อหุ้น พร้อมทั้งมองว่า“SVR”ได้รับผลบวกความต้องการบ้านแนวราบที่ขยายตัวตามเทรนด์อุตสาหกรรม

ทั้งนี้ “SVR” เป็นหุ้นอสังหาริมทรัพย์แนวราบน้องใหม่ ที่เน้นจุดขายภายใต้แนวคิด Best Smart Living โดย“SVR”มีจุดแข็งทั้งแบบบ้าน ทำเลที่มีศักยภาพการจัดสรรพื้นที่ใช้สอยภายในบ้าน และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ในราคาขายที่คุ้มค่า โดยนับตั้งแต่ปี 2019 – ปัจจุบัน บริษัทมีการพัฒนาโครงการแล้ว 9 โครงการ แบ่งเป็นปิดการขายแล้ว 2 โครงการ, อยู่ระหว่างขาย 6 โครงการ และอยู่ระหว่างพัฒนา 1 โครงการตั้งอยู่ในจังหวัดสมุทรปราการ บริเวณพื้นที่บางปู, ทเลนิคมอุตสาหกรรมอย่างชลบุรีและระยอง รวมถึงอยู่ระหว่างการขยายไปในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลมากขึ้น

 ฝ่ายวิเคราะห์ ได้อ้างอิงข้อมูลจากศูนย์วิจัยกรุงศรี คาดการณ์ปี 2566-2567 ยอดขายตลาดที่อยู่อาศัยเติบโต  5-7% ต่อปี จากปี 2565 ที่คาดจะเติบโตเพียง 4.5% โดยคาดว่าความต้องการแนวราบยังเพิ่มขึ้น ซึ่ง“SVR” สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้ที่ต้องการที่อยู่อาศัยแนวราบได้ลงตัว จากพื้นที่ใช้สอยและฟังก์ชั่นที่เอื้อต่อการทำงานที่บ้าน

สำหรับปี 2566 – 2567 ประเมินว่า“SVR”มีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นก้าวกระโดด โดยปี2566 มีกำไรสุทธิ 186 ล้านบาท เติบโต 241% และในปี 2567 กำไรสุทธิ 189 ล้านบาท เติบโต 2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ทั้งนี้เป็นผลมาจากการได้รับแรงหนุนจากยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่เร่งขึ้น บนสมมติฐานที่บริษัทจะมีแผนเปิดโครงการใหม่ 3 โครงการต่อปี รวมถึงอัตรากำไรขั้นต้น ที่คาดขยับขึ้นจาก Project Mixed โครงการใหม่ ที่เป็น Segment บน และ SG&A ต่อรายได้จะลดลงจาก Economy of scale ด้วย ขณะที่กำไรสุทธิปี 2565 ประเมินไว้ที่ 54 ล้านบาท เติบโต 6% จากปีก่อน 

ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด ประเมินราคาเหมาะสม “SVR”ที่ระดับ 3.07 บาทต่อหุ้น โดยใช้ Prospective PER ที่ระดับ 9 เท่า ซึ่งต่ำกว่า PER เฉลี่ยของหุ้นกลุ่มที่อยู่อาศัยที่ระดับ 18 เท่า โดยคาดกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ปี 2566 ที่ประมาณ 0.341 บาทต่อหุ้น คำนวณเป็นราคาเหมาะสม ซึ่งเชื่อว่าความต้องการที่อยู่อาศัยในช่วง 3 ปีข้างหน้าจะยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ความต้องการที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯและปริมณฑล มีแนวโน้มฟื้นตัวจากภาพรวมเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น จากกลุ่มที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อในตลาดระดับกลางถึงบน และการลงทุนในโครงการเมกะโปรเจ็กต์ โดยมีปัจจัยกระตุ้นจากพฤติกรรมการเลือกที่อยู่อาศัยอาจเปลี่ยนไปหลังการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ทำให้ มีความต้องการที่อยู่อาศัยในแนวราบมากกว่าคอนโดมิเนียม

ฝ่ายวิเคราะห์ได้คาดรายได้จากการขายปี 2565 ที่ 699 ล้านบาท เติบโต 26% และในปี 2566 จะมีรายได้จากการขายที่ 1,245 ล้านบาท เติบโต 78% พร้อมคาดอัตรากำไรขั้นต้นจะปรับดีขึ้นสู่ 34.6% ในปี 2565-2566 ปรับดีขึ้นจากระดับ 30.8% ในปี 2564 ส่งผลให้ประมาณการกำไรสุทธิในปี 2565 อยู่ที่ 59 ล้านบาท และในปี 2566 จะมีกำไรสุทธิที่ 175 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ระหว่างปี 2563-2566 เท่ากับ 42% ต่อปี โดยคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิเท่ากับ 8.4% ในปี 2565 และ 14.1% ในปี 2566

ขณะที่ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) ประเมินมูลค่าเหมาะสมของ “SVR” ที่ 3.10 บาทต่อหุ้น ด้วยวิธี P/E multiple โดยใช้กำไรต่อหุ้นปี 2566 ที่ 0.36 บาท เพื่อสะท้อนรายได้จากการโอนโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น จากโครงการที่มีอยู่เดิมและการเปิดโครงการใหม่ในอนาคต และอัตรากำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้น จากการเปิดโครงการแนวราบใหม่ที่มีราคาสูงขึ้น โดยกำหนดเป้าหมาย P/E ปี 2566 ที่ระดับ 8.5 เท่า ซึ่งเทียบเคียงค่าเฉลี่ยการซื้อขายของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์

สำหรับ “SVR” เป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทแนวราบ ในจังหวัดสมุทรปราการ บริเวณพื้นที่บางปู และเทพารักษ์ ทำเลที่มีการขยายตัวของนิคมอุดสาหกรรม เช่น นิคมบางปู และนิคมพัฒนา-จังหวัดระยอง และพื้นที่อื่น ๆ ที่มีศักยภาพในการพัฒนา เพื่อกระจายความเสี่ยงในทำเลที่แตกต่างกัน ได้แก่ อำเภอ ศรีราชา-จังหวัดชลบุรี และ อำเภอไทรน้อย-จังหวัดนนทบุรี  โดยปัจจุบัน“SVR”  มีจำนวนโครงการทั้งหมด 9 สำหรับเม็ดเงินที่ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้ บริษัทจะนำไปพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ตามแผนธุรกิจและแผนการตลาด ที่วางไว้เพื่อให้ครอบคลุมเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล 

 อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิเคราะห์ ได้คาดการณ์กำไรสุทธิของ “SVR” เติบโตเฉลี่ยปีละ 68% ในปี 2565 -2567 โดยคาดกำไรสุทธิ ในปี 2565 ที่ 69 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34% เป็นผลจากรายได้ที่เติบโต 39% อยู่ที่ 778 ล้านบาท และคาดว่าผลประกอบการจะเติบโต 167% มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 185 ล้านบาท ในปี 2566 และเติบโต 31% อยู่ที่ 243 ล้านบาท ในปี 2567 จากสมมติฐาน 1.รายได้เติบโตเฉลี่ยปีละ 39% ในปี 2565-2567 หนุนจาก Backlog ในมือ ณ สิ้นไตรมาส 3/2565 ที่มี 472 ล้านบาท และการรับรู้รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น จากการโอนโครงการที่มีอยู่เดิมและโครงการที่จะเปิดใหม่ในอนาคต และ 2. อัตรากำไรขั้นต้นจะเติบโต อยู่ที่ 31.2% ในปี 2565, ขณะที่ในปี 2566 จะอยู่ที่ 34.0% และในปี 2567 จะอยู่ที่ 34.5% จากปี 2564 ที่ 30.4% จากอัตรากำไรขั้นต้น จากการโอนโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่สูงขึ้นตามการเปิดโครงการใหม่ที่มีราคาขายสูงขึ้น

Comments

No comments yet. Why don’t you start the discussion?

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *