
วิกฤตขยะพลาสติกในประเทศไทยยังคงเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ท่ามกลางสถานการณ์ที่ประเทศไทยผลิตขยะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอัตรา 31% ต่อปี การริเริ่มของภาคเอกชนในการนำเสนอโซลูชันใหม่ๆ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ดังนั้นการเปิดตัว Refill Station แห่งแรกของวัตสันในประเทศไทย จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการส่งเสริมการบริโภคอย่างยั่งยืน
สถานการณ์ขยะพลาสติกในประเทศไทย: ตัวเลขที่น่าตกใจ
ปัจจุบันประเทศไทยผลิตขยะมูลฝอยรวม 26.95 ล้านตันต่อปี หรือคิดเป็น 73,840 ตันต่อวัน โดยแต่ละคนผลิตขยะเฉลี่ย 1.12 กิโลกรัมต่อวัน ซึ่งในจำนวนนี้ขยะพลาสติกคิดเป็นสัดส่วนถึง 2 ล้านตันต่อปี หรือร้อยละ 12 ของขยะทั้งหมด
ความท้าทายที่สำคัญคือ ประเทศไทยสามารถรีไซเคิลขยะพลาสติกได้เพียง 0.5 ล้านตันต่อปี คิดเป็นอัตราการรีไซเคิลเพียง 17.6% เท่านั้น ซึ่งยังห่างไกลจากเป้าหมายในแผนจัดการขยะพลาสติกแห่งชาติที่กำหนดไว้ที่ 22% ขณะที่ขยะพลาสติกอีกกว่า 1.5 ล้านตันส่วนใหญ่เป็นพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมที่รุนแรง
สถิติที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้นคือ ขยะที่ไม่ได้รับการกำจัดอย่างถูกต้องมีจำนวนถึง 7.81 ล้านตัน ซึ่งส่วนหนึ่งของขยะเหล่านี้อาจลงสู่แหล่งน้ำและมหาสมุทร ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลและสิ่งมีชีวิตในทะเลอย่างมาก
แผนยุทธศาสตร์และโรดแมปของรัฐบาลไทย
เพื่อรับมือกับวิกฤตขยะพลาสติก รัฐบาลไทยได้จัดทำแผนปฏิบัติการจัดการขยะพลาสติก ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566-2570) โดยกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนและมีทิศทางการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม โดยเป้าหมายหลักของแผนคือการนำขยะพลาสติกกลับมาใช้ประโยชน์ 100% ภายในปี 2570 มีเป้าหมายระยะกลางคือการเพิ่มอัตราการรีไซเคิลให้เป็น 22% ขึ้นไปภายในปี 2568 และลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งอย่างมีนัยสำคัญ
ทิศทางการดำเนินงานของรัฐบาลมุ่งเน้นไปที่ 4 ประเด็นหลัก ประการแรกคือการลดและเลิกใช้พลาสติกเป้าหมายด้วยการพัฒนาวัสดุทดแทนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ประการที่สองคือการส่งเสริมหลักการ 3R ได้แก่ Reduce (ลดการใช้) Reuse (ใช้ซ้ำ) และ Recycle (รีไซเคิล) ประการที่สามคือการพัฒนาระบบการคัดแยขยะต้นทางให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และประการสุดท้ายคือการสร้างมาตรการทางกฎหมายเพื่อสนับสนุนการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ
Watsons Refill Station: การเปิดตัวโซลูชันใหม่
ท่ามกลางความท้าทายด้านขยะพลาสติกและแผนการของรัฐบาล วัตสันในฐานะผู้นำร้านเพื่อสุขภาพและความงามอันดับหนึ่งของไทย ได้เดินหน้าสร้างความเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมด้วยการเปิดตัว Refill Station สำหรับผลิตภัณฑ์ Naturals by Watsons ที่ร้านวัตสัน สาขาเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ
การเปิดตัวครั้งนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นสถานีรีฟีลแห่งแรกในประเทศไทยที่ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อย่างเป็นทางการ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงมาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพที่สูง การเปิดตัวครั้งนี้ตอกย้ำจุดยืนของวัตสันในการส่งเสริมการบริโภคอย่างยั่งยืน โดยให้บริการเต็มรูปแบบแล้วตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 นี้
อิศราวดี มีป้อม Customer Controller วัตสัน ประเทศไทย อธิบายถึงแนวคิดเบื้องหลังว่า “แบรนด์ Naturals by Watsons นั้นถูกพัฒนาขึ้นสำหรับการดูแลเส้นผมและผิวกายอย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นแชมพู ครีมนวด สบู่อาบน้ำ โลชั่น และแฮนด์ครีม โดยออกแบบมาด้วยความใส่ใจเรื่องความยั่งยืน ตามชื่อที่สื่อได้ถึงความเป็นธรรมชาติ”
จุดเด่นด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน
ผลิตภัณฑ์ Naturals by Watsons มีจุดเด่นหลายประการที่สะท้อนถึงความใส่ใจในเรื่องสิ่งแวดล้อม จุดเด่นแรกคือการใช้ส่วนผสมหลักที่มาจากธรรมชาติมากกว่า 95% โดยหลีกเลี่ยงการใส่ส่วนผสมที่มีแนวโน้มก่อให้เกิดอาการระคายเคือง ทำให้เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย
สิ่งที่น่าสนใจมากที่สุดคือการใช้ขวดบรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจาก Ocean Bound Plastic (OBP) 100% ซึ่งเป็นพลาสติกที่ถูกเก็บตามชายฝั่งทะเลก่อนที่พลาสติกเหล่านี้จะลงสู่ทะเล นวัตกรรมนี้ช่วยลดปัญหาขยะพลาสติกในมหาสมุทรและผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลได้อย่างมีนัยสำคัญ
การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่สามารถเติมซ้ำได้เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับหลักการ Refillable Lifestyle ที่ช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยลูกค้าสามารถนำขวดที่ล้างสะอาดแล้วมาเติมผลิตภัณฑ์ใหม่ได้
การใช้งานและราคา
วัตสันได้ออกแบบระบบการใช้งาน Refill Station ให้มีความสะดวกและเข้าถึงได้ง่าย ลูกค้าที่สนใจสามารถนำขวดของผลิตภัณฑ์ Naturals by Watsons ที่ล้างสะอาดแล้วมาเติมผลิตภัณฑ์ได้ในราคาเพียง 55 บาทต่อขวด 490 มิลลิลิตร หรือหากไม่มีขวดเปล่า สามารถซื้อขวดเปล่าใหม่ได้ในราคาเพียง 20 บาทต่อขวด
การกำหนดราคาในลักษณะนี้เป็นการสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภคเข้าร่วมในการลดการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกใหม่ ซึ่งเป็นการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ยังมีการอำนวยความสะดวกในการติดฉลากและระบุรายละเอียดวันที่ผลิตและวันหมดอายุเพื่อความปลอดภัย ตามมาตรฐานที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยากำหนด
ผลกระทบต่อการแก้ปัญหาขยะพลาสติก
การเปิดตัว Refill Station ของวัตสันมีความสำคัญในหลายมิติ ในมิติของการส่งเสริมหลักการ 3R โดยเฉพาะการใช้ซ้ำ (Reuse) ที่ช่วยลดการผลิตบรรจุภัณฑ์ใหม่อย่างมีนัยสำคัญ การริเริ่มนี้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ของรัฐบาลในการส่งเสริม Refillable Lifestyle และช่วยเพิ่มอัตราการนำพลาสติกกลับมาใช้ประโยชน์
ในมิติของการแก้ปัญหาขยะพลาสติกในมหาสมุทร การใช้ Ocean Bound Plastic เป็นวัตถุดิบในการผลิตบรรจุภัณฑ์ช่วยดักจับพลาสติกที่อาจจะลงสู่ทะเลและนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ ซึ่งเป็นการสร้างวงจรเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่ยั่งยืน
ในมิติของการสร้างจิตสำนึกของผู้บริโภค Refill Station เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้บริโภคเข้าใจและมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคจากการซื้อผลิตภัณฑ์ใหม่ทุกครั้งเป็นการนำบรรจุภัณฑ์เดิมมาใช้ซ้ำ
นอกจากนี้ วัตสันยังมีความมุ่งมั่นที่จะขยายบริการ Refill Station ไปยังสาขาอื่นๆ อย่างต่อเนื่องในอนาคต ซึ่งจะช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการสำหรับผู้บริโภคในพื้นที่ต่างๆ และขยายผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ในการแก้ปัญหาขยะพลาสติกอย่างเป็นรูปธรรม โดยสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ของรัฐบาลและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
Watsons Refill Station จึงไม่เพียงแต่เป็นนวัตกรรมทางธุรกิจ แต่ยังเป็นตัวอย่างของการสร้าง “ความสวยที่ยั่งยืน” ที่สมดุลระหว่างสุขภาพ ความงาม และสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด “Health is Beauty, Beauty is Health” ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยก้าวไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น
คงจะดีไม่น้อย หากธุรกิจอื่นๆ เกิดแรงบันดาลใจและนำแนวคิด Refill Station มาปรับใช้ จะสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีนัยสำคัญ
#WatsonsTH #WatsonsTHFirstRefillStation #NaturalsByWatsons








