6 เทรนด์ความยั่งยืนที่ถูกจับตาในปี 2026


ปี 2026 คือจุดเปลี่ยนสำคัญของโลกธุรกิจ จากแรงกดดันรอบทิศ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ เทคโนโลยีที่ก้าวกระโดด และโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป หลอมรวมกันจน “ความยั่งยืน” กลายเป็น “รากฐานใหม่” และกลายเป็นส่วนหนึ่งในการเติบโตขององค์กร

EGCO Group ได้รวบรวมเทรนด์ความยั่งยืนที่ธุรกิจควรจับตาในปี 2026 เพื่อเสริมรากฐานธุรกิจให้แข็งแรง โดยสรุปได้เป็น 6 เทรนด์ที่น่าสนใจ ดังนี้

Decarbonization มุ่งลดคาร์บอนอย่างจริงจัง
🔸ตัวเลขการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก กำลังเป็นแรงกดดันสำคัญให้ทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัวอย่างจริงจัง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero โดยเป้าหมายนี้ถูกผลักดันผ่านนโยบาย กฎหมาย และกลไกทางเศรษฐกิจในระดับสากลที่ชัดเจนมากขึ้น ขณะเดียวกัน หลายบริษัทเริ่มเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาด ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ Google ที่ทุ่มซื้อพลังงานสะอาดและตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า 1 กิกะตันต่อปีภายใน 2030 ซึ่งสะท้อนว่า การลดคาร์บอนกำลังกลายเป็นทิศทางหลักของโลกธุรกิจมากขึ้น

การลงทุนในพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว
มีรายงานจาก International Energy Agency (IEA) ระบุว่า ภายในปี 2030 มูลค่าการลงทุนด้านพลังงานสะอาดทั่วโลก จะสูงถึง 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ครอบคลุมพลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน และเทคโนโลยีลดการปล่อยคาร์บอน การเปลี่ยนผ่านนี้สะท้อนว่า ระบบพลังงานในอนาคตจะยืดหยุ่น กระจายตัว สร้างสมดุลความมั่นคงทางพลังงาน และรองรับความต้องการในการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Digitalization & AI การใช้เทคโนโลยีมาผสานกับความยั่งยืน
AI Blockchain และ IoT กำลังมีบทบาทสำคัญในการยกระดับงานด้านความยั่งยืนให้มีประสิทธิภาพและตรวจสอบได้มากขึ้น และหลังจากที่หลายองค์กรทดลองและนำ AI มาใช้อย่างกว้างขวางในปีที่ผ่านมา ปี 2026 จึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ธุรกิจหันมาใช้ AI อย่างรับผิดชอบและมีกลยุทธ์ เพื่อสร้างรากฐานความยั่งยืนให้กับองค์กร เช่น การทำรายงาน ESG แบบอัตโนมัติ การวิเคราะห์ข้อมูลด้านความยั่งยืน การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน หรือการสร้างความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทาน เป็นต้น

Smart Mobility การขนส่งและเดินทางแบบโกกรีน
ในภาคการขนส่งนั้น การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และระบบขนส่งอัจฉริยะ กลายเป็นกลไกสำคัญในการลดคาร์บอนระดับโครงสร้าง โดยประเทศไทยกำลังออกมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 ที่ช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นรูปธรรม เชื่อมโยง EV เข้ากับพลังงานสะอาด เพื่อเป็นส่วนสำคัญของระบบพลังงานที่ครบวงจรและยั่งยืน

Water Stewardship การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน
ปัญหาการขาดแคลนน้ำ ถูกยกระดับเป็นประเด็นหลักด้าน ESG ที่ธุรกิจต้องให้ความสำคัญมากขึ้น องค์กรจะถูกคาดหวังให้วัด ลด และเปิดเผยการใช้น้ำอย่างโปร่งใส ครอบคลุมทั้งกระบวนการดำเนินงานและห่วงโซ่อุปทาน ภาคอุตสาหกรรมจะเผชิญแรงกดดันจากกฎระเบียบ นักลงทุน และผู้บริโภคมากขึ้น ทำให้การบริหารจัดการน้ำ จึงไม่ใช่แค่การประหยัดน้ำ แต่หมายถึงการดูแลน้ำตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทางอย่างรับผิดชอบ
. Trust Economy ความโปร่งใสคือรากฐานความยั่งยืน ความเชื่อมั่นเป็นสินทรัพย์ที่องค์กรต้องบริหารอย่างจริงจัง ในโลกที่ข้อมูลเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ความโปร่งใส ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือ กลายเป็นปัจจัยสำคัญของความยั่งยืน เทคโนโลยีที่เข้าถึง พร้อมการเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมถึงสะท้อนความรับผิดชอบต่อสังคมและการกำกับดูแลกิจการที่ดี
.ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและเศรษฐกิจโลก EGCO Group เดินหน้าสู่การเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำ 3 ระยะ ได้แก่ เป้าหมายระยะสั้น มุ่งเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็น 30% และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้ลง 10% ภายใน ปี 2030 เป้าหมายระยะกลาง มุ่งสู่การบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2040 เป้าหมายระยะยาว บรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2050 รวมถึงดำเนินงานด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าต้นน้ำและความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าต้นน้ำที่สำคัญของประเทศไทย ผ่านการดำเนินงานของมูลนิธิไทยรักษ์ป่า พร้อมมุ่งมั่นดูแลสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ในทุกพื้นที่ที่เข้าไปดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนต่อไป

ขอบคุณข้อมูลจาก EGCOGroup


Comments

No comments yet. Why don’t you start the discussion?

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Are you human? Please solve:Captcha