ทิศทางประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ: บทบาทของเทคโนโลยี นวัตกรรม และการสร้างองค์ความรู้เพื่อขับเคลื่อน Net Zero


นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก

ท่ามกลางความท้าทายของวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมทั่วโลก ประเทศไทยได้กำหนดเป้าหมายสำคัญในการมุ่งสู่ Carbon Neutrality ภายในปี 2050 และ Net Zero Emissions ภายในปี 2065 ซึ่งเป็นพันธกิจสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างยั่งยืน นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก หรือ TGO ได้สะท้อนมุมมองถึงความคืบหน้าของประเทศไทย รวมถึงบทบาทของเทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนาองค์ความรู้ เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมายดังกล่าว
นายณกรณ์ ขยายความต่อไปว่า ในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องในการดำเนินมาตรการด้านสภาพภูมิอากาศ ทั้งในเชิงนโยบายและการดำเนินงานจริง โดยภาครัฐได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์ด้านการลดก๊าซเรือนกระจกที่สอดคล้องกับเป้าหมายระดับสากล ขณะเดียวกันภาคธุรกิจไทยเริ่มให้ความสำคัญกับการปรับตัวและลดการปล่อยคาร์บอนมากขึ้น ทั้งการใช้พลังงานหมุนเวียน การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน และการพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตภายในประเทศ

หนึ่งในกลไกสำคัญคือ การพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตของประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมีแนวโน้มการซื้อขายคาร์บอนเครดิตเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดย TGO ได้พัฒนาควบคู่ไปกับ โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program) หรือ T-VER เพื่อส่งเสริมให้ภาคธุรกิจและองค์กรต่าง ๆ สามารถพัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจกและนำคาร์บอนเครดิตไปใช้ชดเชยการปล่อยคาร์บอนของตนเองได้ ในอนาคต ตลาดคาร์บอนเครดิตของไทยมีแนวโน้มที่จะเชื่อมโยงกับตลาดต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจและสนับสนุนการลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด ทั้งนี้ คาร์บอนเครดิตที่ถูกต้องตามมาตรฐานสากลต้องมีคุณภาพสูง ลดได้จริง และถูกบันทึกไว้ในระบบทะเบียน สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ เพื่อสร้างความโปร่งใสและน่าเชื่อถือในการนำเครดิตไปใช้ได้อย่างมีคุณภาพ

ในขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจไทยกำลังเผชิญกับมาตรการด้านคาร์บอนจากประเทศคู่ค้า เช่น กลไกการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป ซึ่งอาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว นายณกรณ์มองว่า ภาคธุรกิจไทยควรเริ่มเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ โดยการพัฒนาระบบการตรวจวัด การรายงาน และทวนสอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (MRV) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต รวมถึงการใช้พลังงานสะอาดและการซื้อใช้กลไกคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยการปล่อยคาร์บอน

TGO ตระหนักและให้ความสำคัญในการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการ ขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำ เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) มาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการข้อมูลด้านคาร์บอน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานและทำให้การเข้าถึงข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องง่ายขึ้น AI สามารถช่วยวิเคราะห์ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคอุตสาหกรรม คาดการณ์แนวโน้มการปล่อยคาร์บอน รวมถึงสนับสนุนการวางแผนลดการปล่อยอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ เทคโนโลยีดิจิทัลยังช่วยให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) สามารถเข้าถึงเครื่องมือด้านการบริหารจัดการคาร์บอนได้มากขึ้น ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการขยายการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน

ในมิติของสังคมและชุมชน TGO ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับฐานราก โดยสนับสนุนโครงการที่ช่วยสร้างรายได้และพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เช่น โครงการปลูกป่า การจัดการของเสีย และการใช้พลังงานสะอาดในชุมชน โครงการเหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดหรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจก แต่ยังสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจผ่านการพัฒนา คาร์บอนเครดิตภาคชุมชน ซึ่งช่วยให้ชุมชนสามารถมีส่วนร่วมเข้าถึงในตลาดคาร์บอนและได้รับประโยชน์จากการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

อีกหนึ่งบทบาทสำคัญของ TGO คือการ กระจายองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมลดก๊าซเรือนกระจก ลดโลกร้อน โดย TGO ได้ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและหน่วยฝึกอบรมหลายแห่งในการจัดอบรมและพัฒนาหลักสูตรด้านคาร์บอนฟุตพริ้นท์ คาร์บอนเครดิต และการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก นอกจากนี้ TGO ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนา หลักสูตรออนไลน์ (E-learning) เพื่อให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ได้อย่างสะดวก ลดข้อจำกัดด้านเวลาสถานที่ และค่าใช้จ่าย และช่วยสร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศในระดับประเทศ

ในเวทีนานาชาติ ประเทศไทยยังคงเดินหน้าสร้างความร่วมมือด้านสภาพภูมิอากาศกับประเทศต่าง ๆ และองค์กรระหว่างประเทศ ทั้งในด้านการพัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจก การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี และการพัฒนาตลาดคาร์บอนระหว่างประเทศ ความร่วมมือเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพของประเทศไทยในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงเงินทุน เทคโนโลยี และนวัตกรรมจากทั่วโลก

“การมุ่งสู่ Carbon Neutrality และ Net Zero ในปี 2050 ไม่ใช่เพียงภารกิจของภาครัฐเท่านั้น แต่เป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา และภาคประชาชน การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ควบคู่กับการพัฒนาองค์ความรู้และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในระยะยาว ในอนาคต TGO จะยังคงเดินหน้าพัฒนาเครื่องมือและกลไกใหม่ ๆ เพื่อสนับสนุนการลดคาร์บอนของประเทศ รวมถึงการขยายโอกาสในการเข้าถึงความรู้ เทคโนโลยี และตลาดคาร์บอน เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถมีบทบาทในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับคนรุ่นต่อไป” นายณกรณ์ กล่าวทิ้งท้าย


Comments

No comments yet. Why don’t you start the discussion?

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *