
- ผลกระทบต่อธุรกิจโดยเฉพาะเรื่องต้นทุนการดำเนินงาน ลอจิสติกส์ และซัพพลายเชน
บริษัทประเมินว่าสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเริ่มส่งผลต่อธุรกิจในบางมิติ โดยเฉพาะความผันผวนของราคาพลังงานและค่าขนส่ง แม้ปัจจุบันยังไม่พบการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานอย่างมีนัยสำคัญ แต่มีแรงกดดันด้านต้นทุนเกิดขึ้นเป็นระยะ ภายใต้บริบทของความไม่แน่นอนที่ยังคงมีอยู่
บริษัทจึงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง พร้อมดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุน อาทิ การทำสัญญาจัดหาวัตถุดิบล่วงหน้า (contract sourcing) การกระจายแหล่งซัพพลายเออร์ (supplier diversification) และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (efficiency improvement) เพื่อเสริมความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ
โดยภาพรวม ผลกระทบยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ในปัจจุบัน และบริษัทยังคงเฝ้าติดตามพัฒนาการของสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินและปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมอย่างทันท่วงที
- แนวโน้มต้นทุนวัตถุดิบในตลาดโลก
แรงกดดันด้านต้นทุนวัตถุดิบส่วนใหญ่มีจุดเริ่มต้นจากต้นทุนพลังงาน ซึ่งส่งผลต่อค่าขนส่งและราคาวัตถุดิบ โดยเฉพาะกลุ่มโปรตีนบางประเภท เช่น เนื้อ ไก่ และอาหารทะเล รวมถึงวัตถุดิบนำเข้าและบรรจุภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน
อย่างไรก็ตามในภาวะปัจจุบันยังเป็นเรื่องของราคาที่มีความผันผวน มากกว่าการปรับเพิ่มขึ้นในเชิงโครงสร้าง บริษัทจึงได้มีการติดตามราคาวัตถุดิบอย่างใกล้ชิด พร้อมวางแผนจัดซื้อและบริหารต้นทุนล่วงหน้าอย่างต่อเนื่อง
- แนวทางในการบริหารต้นทุน ซัพพลายเชน และการจัดหาวัตถุดิบ
ภายใต้ความผันผวนของต้นทุน บริษัทดำเนินกลยุทธ์การบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ โดยเน้นการกระจายแหล่งจัดหาวัตถุดิบและเพิ่มสัดส่วนการจัดซื้อในประเทศ ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เช่น การลดการใช้พลังงานและการปรับปรุงระบบลอจิสติกส์ รวมถึงการใช้ข้อมูลในการวางแผนจัดซื้อล่วงหน้าและล็อกราคาวัตถุดิบในบางช่วงเวลา นอกจากนี้ บริษัทยังใช้ประโยชน์จากขนาดธุรกิจและความหลากหลายของแบรนด์ในเครือ เพื่อช่วยให้สามารถต่อรองกับซัพพลายเออร์ได้อย่างเหมาะสม
- ผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคในประเทศไทย
ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะ “ระมัดระวังการใช้จ่าย” มากขึ้น โดยเฉพาะในหมวดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น อย่างไรก็ตาม ธุรกิจร้านอาหารยังถือเป็นหมวดการบริโภคในชีวิตประจำวันซึ่งมีความยืดหยุ่นสูง
บริษัทพบว่า ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่า” มากขึ้น จึงมองหาโปรโมชั่นและสินค้าที่ตอบโจทย์ เช่น สินค้าแบบชุด (bundle) บริษัทจึงปรับกลยุทธ์โดยเน้นการนำเสนอความคุ้มค่า การออกแบบเมนูให้เหมาะสม และการใช้ระบบบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า (CRM) เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเข้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง

- แนวทางการบริหารราคาและความคุ้มค่า/คุณภาพสำหรับผู้บริโภค
บริษัทมุ่งสร้าง “ความคุ้มค่า” (value for money) ให้ผู้บริโภคเป็นหลัก ผ่านการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบเมนู การจัดสัดส่วนสินค้า และการนำเสนอชุดโปรโมชั่น เพื่อให้ลูกค้ายังคงได้รับความคุ้มค่าในระดับราคาที่เหมาะสม ควบคู่กับการปรับราคาอย่างระมัดระวัง เพื่อลดผลกระทบต่อความรู้สึกของผู้บริโภค โดยตั้งเป้าสร้างสมดุลระหว่างการดูแลอัตรากำไร และการคงความสามารถในการเข้าถึงของลูกค้าอย่างยั่งยืน
- ผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวและแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจร้านอาหาร
สถานการณ์ความขัดแย้งระดับโลกอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการเดินทางของนักท่องเที่ยวในบางตลาด อย่างไรก็ตามประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางหลักที่สำคัญในภูมิภาคเอเชีย และมีความต้องการจากหลายประเทศมาช่วยชดเชย
บริษัทยังคงเห็นการฟื้นตัวของจำนวนผู้ใช้บริการในพื้นที่ท่องเที่ยวและศูนย์การค้า เราประเมินว่า ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมร้านอาหารโดยรวมยังอยู่ในระดับจำกัด หากไม่มีการยกระดับความรุนแรงของสถานการณ์เพิ่มเติม
- โอกาสและความเสี่ยงในระยะยาว / ความพร้อมในการรับมือวิกฤติ
ในระยะยาว หากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อ อาจส่งผลต่อราคาพลังงานและอัตราเงินเฟ้อในระดับโลก อย่างไรก็ตาม บริษัทมีความยืดหยุ่นสูงในการปรับโมเดลธุรกิจให้สอดคล้องกับสถานการณ์
ขณะเดียวกัน วิกฤตินี้ยังเปิดโอกาสให้แบรนด์ที่มีความน่าเชื่อถือ มีความคุ้มค่า และรักษาคุณภาพได้อย่างสม่ำเสมอ สามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
สำหรับ CRG ในฐานะผู้เล่นรายใหญ่ที่มีระบบธุรกิจและซัพพลายเชนที่แข็งแรง ประกอบกับการมีระบบควบคุมต้นทุน ระบบจัดการข้อมูล และพอร์ตธุรกิจที่มีความหลากหลาย ตลอดจนการได้ผ่านประสบการณ์การรับมือวิกฤติที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นโควิด-19 หรือช่วงเวลาที่มีภาวะเงินเฟ้อ ทำให้บริษัทสามารถรับมือกับความผันผวนต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี


