วช. ร่วมกับ TEI และ TBCSD เปิดเวทีสร้างการเปลี่ยนผ่านด้วยงานวิจัยและนวัตกรรมสู่อนาคตที่ยั่งยืน


วันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ด้วย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จัดงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026) ครั้งที่ 21 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนซันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิดหลักของการจัดงาน คือ “Research Synergy พลังวิจัย สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมไทยยั่งยืน”

โดยภายใต้งานดังกล่าว สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)  ได้ร่วมกับ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) และ องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD) จัดงานเสวนา “Research Synergy เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสสร้างธุรกิจไทยสู่อนาคต ที่ยั่งยืน” ณ ห้อง World Ballroom ชั้น 23 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อให้หน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงประชาชนผู้ที่สนใจได้ตระหนักถึงความสำคัญของการดำเนินงานที่ส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน และการนำงานวิจัยและนวัตกรรมมาใช้เป็นกลไก สำคัญในการขับเคลื่อนเพื่อสร้างโอกาสในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืนในทุกมิติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และ ความท้าทายในการสร้างจุดเปลี่ยนของการดำเนินธุรกิจเพื่อหาทางรอดจากวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

โดยภายในงานมี ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ในฐานะเลขาธิการองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน กล่าวต้อนรับ และ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน กล่าวว่า “วช. ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรมที่ยั่งยืนและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ในการแก้ไขวิกฤติปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่ประเทศไทยและทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาอยู่ในขณะนี้ ซึ่งถือว่าเป็นความท้าทายสำคัญที่ต้องใช้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเป็นเครื่องมือในการจัดการกับวิกฤตดังกล่าว จึงได้สนับสนุนทุนวิจัยและนวัตกรรม และ สร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่างสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม โดยอาศัยการทำงานร่วมกันในทุกภาคส่วน เพื่อสร้างระบบนิเวศด้านการวิจัยและนวัตกรรมที่เข้มแข็ง เร่งนำองค์ความรู้ไปต่อยอดสู่ การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของสังคมและประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ เปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส ด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ยกระดับ ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ นำพาประเทศไทยไปสู่อนาคตที่เติบโตอย่างสมดุล มั่นคง และยั่งยืน ด้วยพลังของเครือข่ายความร่วมมือในวันนี้”

ช่วงการเสวนา หัวข้อ “Research Synergy เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสสร้างธุรกิจไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน” เป็นการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับบทบาทในการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มาร่วมแก้ไขปัญหาวิกฤติ สิ่งแวดล้อมไทย เพื่อเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของ Research Synergy เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสสร้างธุรกิจไทย สู่อนาคตที่ยั่งยืน

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย และเลขาธิการองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน กล่าวว่า “ปัจจุบันทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม หรือ Triple Planetary Crisis ประกอบด้วย 3 วิกฤติที่สำคัญ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และ มลพิษ จาก 3 วิกฤติสิ่งแวดล้อมโลกนำไปสู่ความท้าทายสิ่งแวดล้อมไทย ซึ่งทั้ง 3 วิกฤติล้วนมีความเชื่อมโยงกันและส่งผลกระทบใน ทุกมิติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยการแก้ไขปัญหาใดปัญหาหนึ่งโดยปราศจากการพิจารณาเชิงระบบไม่อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนได้ จึงต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนโดยการใช้องค์ความรู้ในหลากหลายมิติ มาบูรณาการข้อมูลทั้งด้านการใช้วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม รวมถึง มาตรการทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อรับมือกับวิกฤติทั้งสามพร้อมกันให้เกิดความเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบอันจะนำไปสู่ผลลัพธ์การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมไทยอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน”

ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติกล่าวว่า “ภาพรวมของระบบอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) แสดงให้เห็นถึงเชิงโครงสร้างการทำงานที่ ส่วนหนึ่งของระบบมุ่งเน้นการสนับสนุนให้งานวิจัยใช้ได้จริงและสร้างนวัตกรรมของประเทศไทยเอง และได้ยกตัวอย่างงานสำคัญของ สอวช. ที่มุ่งเน้นการพัฒนาเชิงระบบนิเวศนวัตกรรมในประเด็นสำคัญที่ทำให้เกิดการทำงานภาพใหญ่สนับสนุนประเทศและ มีทิศทางการขับเคลื่อนประเทศด้วย อววน. การขับเคลื่อนธุรกิจอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัย “ระบบนิเวศใหม่” และงานวิจัย นวัตกรรม มาตรฐานเครื่องมือทางการเงิน เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องได้รับการเปลี่ยนแปลงเพื่อเป็น Enabler สนับสนุนการทำงาน ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดย สอวช. ได้ผลักดันเครื่องมือสำคัญ อาทิ Green Enterprise Indicator (GEI) ไปสู่ในระดับมาตรฐานการตรวจสอบและรับรองแห่งชาติ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดผู้ประกอบการเศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจสีเขียว เพื่อช่วยประเมินศักยภาพและยกระดับผู้ประกอบการในการเปลี่ยนผ่าน เป็นเครื่องมือกลางที่เชื่อมโยงไปสู่โอกาสทางธุรกิจ และแหล่งเงินทุน โดยจุดเริ่มต้นของการพัฒนานี้มาจากการดำเนินงานทางวิชาการที่ลงไปทำกับภาคเอกชนมากกว่า 1200 ราย ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) สำหรับ การทำงานเชิงพื้นที่เพื่อดูต้นแบบให้ครบวงจร โดยเฉพาะการทำงานกับภาคเอกชนที่มีบทบาทสำคัญของพื้นที่ โดย สอวช. ได้มีส่วนร่วมขับเคลื่อนพื้นที่ต้นแบบ Saraburi Sandbox เพื่อสร้างวัตถุดิบรอบสองให้กับภาคเอกชน ผ่านการจัดการของเสีย ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ตั้งแต่การรวบรวมและคัดแยกต้นทาง การใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์มเชื่อมโยงข้อมูลแบบเรียลไทม์ ไปจนถึงการเชื่อมต่อกับตลาดและอุตสาหกรรมปลายทาง เพื่อสร้างมูลค่าใหม่ เกิดโมเดลธุรกิจ และสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของจังหวัดและประเทศต่อไป ซึ่งภาคเอกชนในพื้นที่เป็นส่วนสำคัญที่สร้างมูลค่าและให้เกิดการไหลได้ครบวงจร อย่างแท้จริง เนื่องจากเป็นผู้กำหนดความเต็มใจที่จะจ่าย และนำวัตถุดิบรอบสองนี้เข้ากระบวนการผลิตสินค้า

นอกจากนี้ ต้องมีการสนับสนุนทั้งองคาพยพของภาครัฐ การผลิตนวัตกรรมในระดับทางการค้า (Commercial Scale) และกำลังคนทักษะ ที่เหมาะสมเข้ามาสนับสนุนภาคเอกชนในการเปลี่ยนผ่านนี้ พร้อมกลไกการขับเคลื่อนจากนโยบายให้เกิดการปฏิบัติได้จริง ตามแผนที่วางไว้ โดยได้จัดทำข้อเสนอนโยบายการขับเคลื่อนภารกิจด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) พ.ศ. 2570 – 2575 และได้ผ่านมติจากสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นที่เรียบร้อย โดยประกอบด้วย 3 แผนงานหลัก ได้แก่ 1) กรอบและแผนงานวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2570 – 2575 2) แผนงานการพัฒนากำลังคนทักษะสูงรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ และ 3) แผนงาน Net Zero Campus พื้นที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกพื้นที่ทดลอง Climate Innovation และรองรับการพัฒนากำลังคนจากประสบการณ์และพัฒนาให้สากลมากยิ่งขึ้น สอวช. ได้ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านจาก กรอบยุทธศาสตร์ที่กว้างไปสู่ “ภารกิจที่เป็นรูปธรรม” โดยประยุกต์ใช้แนวทาง Mission-Oriented Innovation Policy (MOIP) เพื่อกำหนดโจทย์ประเทศให้ชัดเจน เชื่อมโยงชุดโครงการวิจัยและนวัตกรรมหลายสาขา และใช้เครื่องมือเชิงนโยบายที่หลากหลาย เพื่อให้การวิจัยและนวัตกรรมสามารถตอบโจทย์การพัฒนาประเทศได้อย่างตรงจุดและยั่งยืน โดยเฉพาะการสนับสนุนให้ ภาคธุรกิจเปลี่ยนผ่าน”

ดร.สวนิตย์ บุญญาสุวัฒน์ รองประธานสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change สภาอุตสาหกรรมแห่ง ประเทศไทย กล่าวว่า “การแข่งขันในปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงศักยภาพด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม บุคลากร และความพร้อมของระบบนิเวศอุตสาหกรรม การยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นประเทศที่ได้รับความเชื่อมั่นและได้รับเลือกจากนักลงทุน ผู้ซื้อ และพันธมิตรทางธุรกิจระดับโลก จึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตและความสามารถ ในการแข่งขันในระยะยาว”

นายฉัตรชัย ทิศาดลดิลก ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายวิจัย สายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่ง ประเทศไทย กล่าวว่า “ภายใต้แนวคิด “Research Synergy” ที่มุ่งเชื่อมโยงองค์ความรู้ ธุรกิจ เงินทุน และภาคส่วนต่าง ๆ ผ่านกลไกของตลาดทุน เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ทำหน้าที่เชื่อมโยงภาคธุรกิจ นักลงทุน และโครงสร้างพื้นฐานการลงทุนเข้าด้วยกัน ผ่านการยกระดับศักยภาพภาคธุรกิจด้วยโครงการ JUMP+ ที่ส่งเสริม การเติบโตอย่างยั่งยืนภายใต้แนวคิด Growth, Governance และ Green การยกระดับการเปิดเผยข้อมูลและการลงทุน เพื่อความยั่งยืนผ่าน ESG Ratings และ Thai ESG Funds ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน ESG และการสนับสนุน การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยเชื่อมโยงข้อมูล องค์ความรู้ และเงินทุน เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของภาคธุรกิจ เชื่อมต่อสู่การลงทุน และนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว”

นายสุนิตย์ เชรษฐา ผู้อำนวยการสถาบัน Change Fusion นักวิจัยโครงการ Payment for Ecosystem Services (PES) กล่าวว่า “โครงการวิจัย “ชุมชนพิทักษ์ป่า” (Forest Guardians) เป็นนวัตกรรมกลไกแทนคุณระบบนิเวศแบบมีส่วนร่วม (Participatory Micro PES) ที่ช่วยเชื่อมโยงผู้ได้ประโยชน์กับชุมชนผู้ดูแลป่า โมเดลนี้มีความโดดเด่นและแตกต่างจากรูปแบบดั้งเดิม โดยเน้นการมีส่วนร่วมแบบ “หลายคนจ่าย-หลายคนรับ” (many-to-many) ซึ่งใช้ต้นทุนไม่สูง ทำให้ชุมชน ธุรกิจ และประชาชนทั่วไปสามารถเข้าร่วมได้   หัวใจหลักของโครงการคือการลงขันร่วมทุน (Co-funding mechanism) จากภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อสนับสนุนกิจกรรมป้องกันไฟป่าและการฟื้นฟูธรรมชาติของชุมชน สรุปผลในปี 2568 – 2569 โครงการสามารถระดมเงินร่วมทุนได้ 3.7 ล้านบาท เพื่อสนับสนุน 25 ชุมชนใน 6 จังหวัดภาคเหนือ ครอบคลุมการดูแลพื้นที่ป่ารวมกว่า 117,603 ไร่  ผลลัพธ์เชิงประจักษ์ทางนิเวศวิทยาแสดงให้เห็นว่าจุดความร้อนและพื้นที่เผาไหม้ในเขตป่าชุมชนที่เข้าร่วมโครงการลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่ภายนอก ความโปร่งใสของโครงการเกิดจากการวัดและรายงานผลลัพธ์อย่างเป็นระบบ โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ทั้งดาวเทียม โดรน และเครื่องมือ AI เพื่อติดตามผลสัมฤทธิ์ ตัวอย่างความสำเร็จ ในพื้นที่จริงพบว่าชุมชนสามารถรับมือไฟป่าได้อย่างทันท่วงทีผ่านการทำแนวกันไฟ การจัดการแหล่งน้ำ และการใช้เทคโนโลยี เฝ้าระวัง เช่น IP Camera นอกจากการอุดหนุนเพื่อดูแลป่า โครงการยังผลักดันการเพิ่มทุนทางเศรษฐกิจเชิงฟื้นฟู เช่น การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และระบบเกษตรไม่เผา เพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืน ปัจจัยแห่งความสำเร็จที่สำคัญคือ การมี “องค์กรพี่เลี้ยง” ในพื้นที่ เพื่อช่วยพัฒนาศักยภาพ เชื่อมโยงข้อกฎหมาย จัดการบัญชี และดูแลกลไกธรรมาภิบาลให้โปร่งใส  งานวิจัยนี้จึงเป็นต้นแบบสำคัญที่พิสูจน์ให้เห็นว่า การจัดการแรงจูงใจที่หลากหลายและประโยชน์ที่สอดคล้องกันของทุกภาคส่วน สามารถสร้างความยั่งยืนในการแก้ปัญหาไฟป่าและการดูแลระบบนิเวศได้ในระยะยาว”

ช่วงการเสวนา หัวข้อ “การเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสีเขียว” เป็นการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับกลยุทธ์การเปลี่ยนผ่านสู่องค์กรแห่งความยั่งยืน พร้อมทั้ง แนวคิดการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เป็น มิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืน

ผศ. ดร.ทนงศักดิ์ มูลตรี อาจารย์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม นักวิจัยโครงการ การส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำเพื่อขจัดภัยแล้งและสร้างมูลค่าเพิ่มของผลิตผลทางการเกษตรของชุมชนอย่างยั่งยืน กล่าวว่า “โครงการ “การเพิ่มประสิทธิภาพและบริหารจัดการน้ำ เพื่อบรรเทาภัยแล้งและสร้างมูลค่าเพิ่มจากผลิตผลทางการเกษตรของชุมชนอย่างยั่งยืน” ได้พัฒนาระบบ น้ำบาดาลร่วมกับพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่ 6 ตำบล จังหวัดขอนแก่นและมหาสารคาม เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งและ สร้างความมั่นคงด้านน้ำ ให้แก่ ชุมชนเกษตรกรรม โครงการสามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนและทำให้เกษตรกรมีน้ำใช้ตลอดทั้งปี ส่งผลให้สามารถเพิ่มรอบการเพาะปลูกข้าวและพืชเศรษฐกิจในพื้นที่นอกเขตชลประทานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการผลิตตามแนวทางเกษตรคาร์บอนต่ำ โดยใช้พลังงานสะอาด ลดการใช้น้ำ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และลดการเผาในภาคการเกษตร ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตในชุมชน ผลการดำเนินงานช่วยยกระดับรายได้ คุณภาพชีวิต และสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรกว่า 1,000 ครัวเรือน พร้อมพัฒนาสู่ต้นแบบการบริหารจัดการนํ้าและเกษตรกรรมยั่งยืนที่สามารถขยายผลได้ในระดับประเทศ”

ดร.กฤษฎา ประเสริฐสุโข กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ท่ามกลาง ความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และกฎระเบียบด้านความยั่งยืนที่เข้มข้นขึ้น GGC มองว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เป็นเพียงความเสี่ยงทางธุรกิจ แต่เป็นโอกาสในการเร่งปรับตัว สร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และวางรากฐานการเติบโตในระยะยาว ผ่านกลยุทธ์การเปลี่ยนผ่านสู่องค์กรแห่งความยั่งยืน โดยขับเคลื่อนผ่าน 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การเสริมความแข็งแกร่งทางธุรกิจ การขยายการเติบโตสู่ผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง (Growth Expansion through Bio-based and High Value Products) และการบูรณาการความยั่งยืนเข้ากับการดำเนินธุรกิจในทุกมิติ (Integrating Sustainability into Business) เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลกและความต้องการของผู้บริโภคในอนาคต

การผลักดัน B100 สู่ SAF เป็นการเปลี่ยนผ่านสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงจะไม่ใช่เพียงแค่ความฝัน แต่ต้องสร้างฐาน ให้แข็งแกร่ง สร้างความยั่งยืนที่จริงจัง สร้างความร่วมมือกับอาเซียนที่จริงใจ โดยอาเซียนต้องร่วมกันกำหนดนโยบายและ สร้างนวัตกรรมร่วมกันเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนวิกฤตพลังงานเป็นโอกาสในการสร้างความยั่งยืนช่วงเปลี่ยนผ่านพลังงาน ในฐานะผู้นำในการผลิตเชื้อเพลิงเครื่องบินชีวภาพ หรือ SAF จากน้ำมันปาล์ม เพื่อใช้กับสายการบินทุกแห่งที่เดินทางในกลุ่มอาเซียน ซึ่งจะทำให้ประเทศในกลุ่มอาเซียนสามารถบรรลุเป้าหมายในการลดการปลดปล่อยคาร์บอนจากกิจกรรมการบินในภูมิภาคได้ ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ GGC เชื่อว่าเราต้อง “กล้าเปลี่ยนนวัตกรรมให้เป็นเครื่องมือลดต้นทุนจริง ไม่ใช่แค่ทำเพื่อภาพลักษณ์ กล้าเชื่อว่าความยั่งยืนกับธุรกิจไม่ใช่สองเรื่องที่ต้องเลือก แต่เป็นเรื่องเดียวกัน และกล้ายอมรับว่าวันนี้เรายังไปไม่ถึง แต่กล้าผลักดันร่วมกับภาครัฐและอาเซียน เพื่อสร้างเส้นทางที่ยังไม่มีใครเดินมาก่อน” GGC พร้อมเดินในเส้นทางนี้ และเราเชื่อว่าธุรกิจไทยทุกภาคส่วน พร้อมที่จะเดินไปด้วยกัน เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง”

นายเอกสิทธิ์ ลัคนานิธิพันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายธุรกิจร่วมทุน กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย กล่าวว่า“Dow เชื่อว่าอนาคตที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้จริง ก็ต่อเมื่อนวัตกรรมถูกออกแบบมาเพื่อเป้าหมายนั้นตั้งแต่ต้น โดยปัจจุบันร้อยละ 90 ของนวัตกรรมที่ดาวพัฒนาขึ้นใหม่ สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืน ทั้งการลดคาร์บอน การพัฒนาวัสดุที่ปลอดภัยต่อคนและสิ่งแวดล้อม และการสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดขึ้นจริง แต่แน่นอนว่านวัตกรรมเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ การเปลี่ยนผ่านในระดับที่มีความหมายต้องอาศัยความร่วมมือตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า ซึ่ง Dow พร้อมนำความเชี่ยวชาญ ด้านวัสดุศาสตร์มาทำงานร่วมกับลูกค้าและพันธมิตร เพื่อเปลี่ยนเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่เรามีร่วมกันให้กลายเป็นผลลัพธ์ ที่จับต้องได้จริง”  

นายสมิชฌน์ เพ็ชร์ดี ผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมความยั่งยืน บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “อายิโนะโมะโต๊ะ ตอกย้ำการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสีเขียว ขับเคลื่อนธุรกิจเติบโตควบคู่สิ่งแวดล้อม อายิโนะโมะโต๊ะ เดินหน้าขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่องค์กรแห่งความยั่งยืน ผ่านแนวคิด The Ajinomoto Group Creating Shared Value (ASV) ที่มุ่งสร้างคุณค่าร่วมระหว่างธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมขับเคลื่อนเป้าหมายด้าน ความยั่งยืนระดับโลกภายใต้แผนงานปี 2030 ภายในงานเสวนา “Research Synergy เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสสร้างธุรกิจไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน” อายิโนะโมะโต๊ะได้นำเสนอแนวทางการใช้ Green Innovation และเทคโนโลยีสีเขียว เป็นกลไกสำคัญ ในการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ผ่านการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่กระบวนการผลิต การใช้พลังงานหมุนเวียน ไปจนถึงการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน หนึ่งในตัวอย่างสำคัญ คือ โครงการ “เก็บดีมีสุข” ที่สร้างระบบเก็บกลับบรรจุภัณฑ์ตามแนวคิด และ Extended Producer Responsibility (EPR) เพื่อเปลี่ยนขยะบรรจุภัณฑ์ให้กลับมามีคุณค่า ผ่านความร่วมมือของภาคธุรกิจ ภาครัฐ ชุมชน และผู้บริโภค อายิโนะโมะโต๊ะ เชื่อว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยนวัตกรรม ความร่วมมือ และการลงมือทำร่วมกัน เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับผู้คน สังคม และโลก”

ดร.เอนกประชา แก้วมณี ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารความยั่งยืนองค์กร บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “แนวทางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของบางจาก จากผู้ผลิตพลังงานสู่การเป็นผู้สร้างอนาคตที่ยั่งยืน (Sustainable Future Builder) ผ่านการพัฒนานวัตกรรมเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำ อาทิ Sustainable Aviation Fuel (SAF) และ Hydrotreated Vegetable Oil (HVO) รวมถึงการต่อยอดโครงการ Fry to Fly และเครื่องรับซื้อน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว UCOllect เพื่อเปลี่ยนของเสียให้เป็นพลังงานสะอาดสำหรับภาคการบินและการขนส่ง นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ สถาบันการศึกษา ภาคนวัตกรรม ภาครัฐ และผู้บริโภค เพื่อร่วมกันสร้าง Ecosystem ที่เอื้อต่อการลด ก๊าซเรือนกระจกและขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน”

ท้ายสุดนี้ วิกฤติปัญหาสิ่งแวดล้อมจะยังคงเป็นวิกฤติที่สร้างผลกระทบในทุกมิติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ถ้าเราทุกภาคส่วนไม่ร่วมบูรณาการการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติสิ่งแวดล้อม และนับจากนี้วิกฤติจะไม่ใช่วิกฤติถ้าทุกภาคส่วนร่วมผนึกกำลังในการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสสร้างธุรกิจไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน


Comments

No comments yet. Why don’t you start the discussion?

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Are you human? Please solve:Captcha