NIDA Environment Poll 2026 สะท้อนคนไทยห่วงอนาคตสิ่งแวดล้อม 65.6% มองอีก 10 ปีแย่ลง แม้ 88.2% เริ่มลงมือปรับพฤติกรรมเตรียมรับมือแล้ว


คณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม นิด้า เปิดผลสำรวจ NIDA Environment Poll 2026 สะท้อนมุมมองคนไทยต่อสถานการณ์สิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พบสัญญาณสำคัญว่า “ความตระหนัก” กำลังขยับไปสู่ “การลงมือทำ” เมื่อ 88.2% ระบุว่าได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่ 71.7% พร้อมให้ความร่วมมือหากภาครัฐออกมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น อย่างไรก็ตาม คนไทยถึง 65.6% กลับคาดการณ์ว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า สถานการณ์สิ่งแวดล้อมของประเทศมีแนวโน้มแย่ลง สะท้อนช่องว่างระหว่างความพร้อมของประชาชนกับความเชื่อมั่นต่อทิศทางการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

ท่ามกลางความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่กำลังเปลี่ยนจาก “ประเด็นสิ่งแวดล้อม” ไปสู่ปัจจัยที่ส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจ สุขภาพ รายได้ และคุณภาพชีวิต คณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ร่วมกับศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” จึงจัดทำ NIDA Environment Poll 2026 เพื่อสำรวจการรับรู้ ผลกระทบ พฤติกรรม และความพร้อมของคนไทยต่อสถานการณ์สิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยดำเนินการสำรวจระหว่างวันที่ 21–27 สิงหาคม 2569 จากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,310 หน่วยตัวอย่าง ครอบคลุมทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และระดับรายได้ทั่วประเทศ ด้วยการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) และการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยระบุค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ผลสำรวจในภาพรวมสะท้อนว่า คนไทยไม่ได้มองปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่รับรู้ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันและจำนวนมากเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ขณะที่ความกังวลต่อสถานการณ์ในอนาคตยังอยู่ในระดับสูง สะท้อนโจทย์สำคัญของภาครัฐ ภาคธุรกิจ และสังคมในการต่อยอด “ความตระหนักของประชาชน” สู่การลงมือทำและการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้าง

71.6% รู้สึก “ปัญหาสภาพอากาศรุนแรงขึ้น” PM2.5 ขึ้นแท่นปัญหาใกล้ตัวอันดับหนึ่ง

หนึ่งในสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดจากผลสำรวจ คือ 71.6% ของคนไทยรู้สึกว่าสภาพอากาศในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา “รุนแรงขึ้น” แบ่งเป็น 42.60% ที่มองว่ารุนแรงขึ้นมาก และ 29.01% ที่เห็นว่ารุนแรงขึ้น ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า Climate Change สำหรับประชาชนจำนวนมากไม่ได้อยู่เพียงในระดับของข้อมูลหรือการรับรู้เชิงนามธรรม แต่เริ่มถูกสัมผัสผ่านประสบการณ์ในชีวิตจริง เมื่อถามถึง ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน พบว่า PM2.5 เป็นปัญหาอันดับหนึ่งที่ 31.22% ตามด้วยน้ำท่วม 19.62% คลื่นความร้อน 15.65% ภัยแล้ง 15.42% ขยะพลาสติก 9.31% การสูญเสียพื้นที่สีเขียว 6.26% น้ำเสีย 2.37% และการกัดเซาะชายฝั่ง 0.15% ข้อมูลชุดนี้สะท้อนมิติสำคัญของโจทย์สิ่งแวดล้อมไทย เพราะปัญหาที่ประชาชนให้ความสำคัญสูงสุดล้วนเชื่อมโยงโดยตรงกับชีวิตประจำวัน ตั้งแต่คุณภาพอากาศ สุขภาพ ภัยพิบัติ ไปจนถึงสภาพอากาศสุดขั้ว

Climate Change ไม่ได้กระทบแค่สิ่งแวดล้อม แต่ลามถึง “สุขภาพ – ค่าครองชีพ – รายได้”

เมื่อเจาะลึกถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผลสำรวจพบว่า 66.18% ระบุว่าได้รับผลกระทบด้านสุขภาพ ซึ่งสูงกว่าผลกระทบในมิติอื่นอย่างชัดเจน รองลงมา ได้แก่ ค่าครองชีพ 31.98% รายได้ 31.76% การเกษตร 28.55% พลังงาน 11.22% ความมั่นคงด้านอาหาร 9.16% การท่องเที่ยว 9.08% และทรัพย์สิน 5.04% โดยคำถามข้อนี้ผู้ตอบสามารถเลือกได้มากกว่า 1 ข้อ ตัวเลขดังกล่าวทำให้ภาพของ Climate Change ขยายออกจากกรอบ “สิ่งแวดล้อม” ไปสู่โจทย์ด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างชัดเจน เพราะเมื่อผลกระทบแตะทั้งสุขภาพ ค่าครองชีพ และรายได้ การรับมือกับ Climate Change จึงเกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครัวเรือนโดยตรง

88.2% เริ่มปรับพฤติกรรม สิ่งแวดล้อมกำลังเปลี่ยนจาก “ความกังวล” สู่ “การลงมือทำ”

อีกด้านหนึ่ง ผลสำรวจพบสัญญาณเชิงบวก เมื่อ 88.2% ของคนไทยระบุว่าได้ปรับพฤติกรรมเพื่อช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แบ่งเป็น 61.15% ที่ทำเป็นประจำ และ 27.09% ที่ทำเป็นครั้งคราว สำหรับพฤติกรรมที่ทำเป็นประจำมากที่สุด ได้แก่ การคัดแยกขยะ 56.23% รองลงมาคือ ลดการใช้พลาสติก 48.79% ใช้ถุงผ้า 45.76% ประหยัดไฟฟ้า 40.92% และปลูกต้นไม้ 34.60% ผลสำรวจส่วนนี้จึงสะท้อนว่า คนไทยจำนวนมากไม่ได้หยุดอยู่เพียงการรับรู้ถึงปัญหา แต่เริ่มเปลี่ยนความตระหนักไปเป็นพฤติกรรมในชีวิตประจำวันแล้ว แม้พฤติกรรมส่วนใหญ่ยังเป็นการดำเนินการในระดับบุคคลก็ตาม โจทย์ถัดไปจึงอาจอยู่ที่การสร้างระบบและแรงจูงใจที่ทำให้การกระทำระดับบุคคลสามารถเชื่อมโยงไปสู่ผลลัพธ์ในระดับสังคมได้มากขึ้น

71.7% พร้อมรับมาตรการสิ่งแวดล้อมที่เข้มขึ้น แต่เกือบครึ่งมอง “ประเทศไทยยังไม่พร้อม”

ประเด็นที่มีนัยสำคัญต่อการกำหนดนโยบาย คือ เมื่อถามถึงความร่วมมือหากภาครัฐมี มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น พบว่า 71.7% ของคนไทยมีความพร้อมในระดับสูง แบ่งเป็น 50.61% “พร้อมมาก” และ 21.07% “พร้อมมากที่สุด” อย่างไรก็ตาม เมื่อเปลี่ยนคำถามจาก “ความพร้อมของตัวเอง” ไปเป็น “ความพร้อมของประเทศ” ภาพกลับแตกต่างออกไป โดย 46.3% มองว่าประเทศไทยยัง “พร้อมน้อย” หรือ “ไม่พร้อมเลย” ในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แบ่งเป็นพร้อมน้อย 24.05% และไม่พร้อมเลย 22.29% ความแตกต่างของสองตัวเลขนี้เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของผลสำรวจ เพราะในด้านหนึ่ง ประชาชนจำนวนมากระบุว่าตนพร้อมให้ความร่วมมือกับมาตรการที่เข้มข้นขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง ยังมีประชาชนส่วนสำคัญที่มองว่าความพร้อมของประเทศในการรับมือกับ Climate Change อยู่ในระดับต่ำ ผลสำรวจยังสะท้อนองค์ประกอบที่ประชาชนมองว่าจำเป็นต่อการขับเคลื่อนประเทศ ได้แก่ นโยบายที่ชัดเจน ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และการลงมือทำอย่างต่อเนื่อง

“ความพร้อม” วันนี้ สวนทาง “ความเชื่อมั่น” ในอีก 10 ปีข้างหน้า

แม้ประชาชนจำนวนมากจะเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมและพร้อมให้ความร่วมมือกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม แต่เมื่อถามถึงภาพอนาคต กลับพบความกังวลอย่างมีนัยสำคัญ 65.6% ของคนไทยคาดว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า สถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยจะมีแนวโน้ม “แย่ลง” โดย 48.63% มองว่าจะแย่ลง และอีก 16.95% มองว่าจะแย่ลงมาก จึงเกิดเป็นภาพที่น่าสนใจของสังคมไทยในปี 2569 คือ ประชาชนรับรู้ปัญหาแล้ว ลงมือเปลี่ยนพฤติกรรมแล้ว และส่วนใหญ่พร้อมให้ความร่วมมือกับมาตรการที่เข้มข้นขึ้น แต่ยังไม่มั่นใจว่าอนาคตด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศจะดีขึ้น หากมองในเชิงนโยบาย ช่องว่างดังกล่าวเป็นโจทย์ที่ภาครัฐ ภาคธุรกิจ สถาบันการศึกษา ชุมชน และภาคประชาสังคมต้องร่วมกันตอบว่า จะทำอย่างไรให้ “ความพร้อมของประชาชน” ถูกต่อยอดเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนสามารถมองเห็นและเชื่อมั่นได้ในระยะยาว

จาก “Individual Action” สู่ “Collective Action” โจทย์ต่อไปของสิ่งแวดล้อมไทย

เมื่อนำผลสำรวจทั้ง 6 มิติมาพิจารณาร่วมกัน NIDA Environment Poll 2026 สะท้อนพัฒนาการของความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นลำดับ ตั้งแต่ การรับรู้ถึงความรุนแรงของสภาพอากาศ การเผชิญผลกระทบในชีวิตจริง การระบุปัญหาที่ใกล้ตัว การปรับพฤติกรรม ไปจนถึงความพร้อมที่จะมีส่วนร่วมกับมาตรการของภาครัฐ สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้จึงไม่ใช่เพียงว่า “คนไทยตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อมมากเพียงใด” แต่คือระบบนโยบายและกลไกทางเศรษฐกิจและสังคม จะสามารถรองรับความตระหนักและความพร้อมดังกล่าวได้มากน้อยเพียงใด เพราะการคัดแยกขยะ ลดพลาสติก ใช้ถุงผ้า ประหยัดพลังงาน หรือปลูกต้นไม้ เป็นจุดเริ่มต้นที่เกิดขึ้นในระดับบุคคล ขณะที่โจทย์อย่าง PM2.5 น้ำท่วม ภัยแล้ง คลื่นความร้อน ตลอดจนผลกระทบต่อสุขภาพ ค่าครองชีพและรายได้ ล้วนเป็นปัญหาที่ต้องอาศัยการดำเนินงานในระดับนโยบายและความร่วมมือข้ามภาคส่วนควบคู่กันNIDA Environment Poll 2026 จึงไม่ได้สะท้อนเพียงแค่ “เสียงของประชาชนต่อสิ่งแวดล้อม” แต่ยังชี้ให้เห็นความท้าทายสำคัญว่า ประเทศไทยจะเปลี่ยนความตระหนักและความพร้อมของประชาชน ให้กลายเป็นพลังร่วมในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนได้อย่างไร

ทั้งนี้ คณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ร่วมกับศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” ดำเนินการสำรวจระหว่างวันที่ 21–27 สิงหาคม 2569 จากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,310 หน่วยตัวอย่าง ครอบคลุมทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และระดับรายได้ทั่วประเทศ ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) และสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยระบุค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05

เกี่ยวกับ NIDA Environment School ผู้จัดทำ NIDA Environment Poll

คณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม นิด้า แหล่งเรียนรู้เพื่อการสร้างผู้นำด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ก้าวสู่ปีที่ 12 บนรากฐานประสบการณ์ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมกว่า 30 ปี คณะฯ มุ่งสร้างบุคลากรและผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่พร้อมรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน เปิดสอนหลักสูตรระดับปริญญาโทและปริญญาเอกด้าน การจัดการสิ่งแวดล้อม ศาสตร์และการจัดการความยั่งยืน และการจัดการการบินอย่างยั่งยืน โดยบูรณาการองค์ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน และการบริหารจัดการ เพื่อนำไปใช้ได้จริงทั้งในองค์กร ธุรกิจ และสังคม นอกจากการเรียนการสอนที่ NIDA กรุงเทพฯ แล้วยังเปิดสอนที่ ศูนย์การศึกษาที่จังหวัดระยอง เพื่อเชื่อมโยงการเรียนรู้กับพื้นที่อุตสาหกรรมและเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ


Comments

No comments yet. Why don’t you start the discussion?

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Are you human? Please solve:Captcha