หลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย–จีน รุ่น 3 เสริมศักยภาพผู้บริหาร เจาะประวัติศาสตร์สัมพันธ์สองชาติ เปิดมุมมองเศรษฐกิจ การทูต และโอกาสธุรกิจอนาคต


หลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย–จีน รุ่นที่ 3 (บทจ.3) จัดการบรรยายพิเศษหัวข้อ “ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย–จีน” โดยได้รับเกียรติจาก นายชัยรัตน์ พรทิพย์วรเวทย์ อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงบูคาเรสต์ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งกงสุลใหญ่ ณ นครหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นวิทยากรถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการทูต เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับรากฐานความสัมพันธ์ไทย–จีน ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ควบคู่กับพัฒนาการด้านเศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยี และบทบาทของจีนบนเวทีโลก ซึ่งหลักสูตรจัดขึ้นโดยสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน สถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย-จีน ร่วมมือกับศูนย์เอเชียแอฟริกา China Media Group (CMG) และหอการค้าไทย-จีน ภายใต้การสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย โดยการบรรยายครั้งนี้ได้เปิดมุมมองให้ผู้เข้ารับการศึกษานำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์สถานการณ์ระหว่างประเทศ เสริมศักยภาพการบริหารธุรกิจ และต่อยอดโอกาสความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างสองประเทศในอนาคต โดยจัดขึ้นเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 ณ ห้องพาโนรามา 2 ชั้น 14 โรงแรมดิ เอมเมอรัลด์ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร

นายชัยรัตน์ พรทิพย์วรเวทย์ กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนว่า มีรากฐานยาวนานหลายศตวรรษ โดยเริ่มจากการติดต่อค้าขายและการแลกเปลี่ยนทางการทูตระหว่างราชสำนักตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ผ่านระบบบรรณาการและการส่งคณะทูตไปยังราชสำนักจีน ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมโยงทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง แม้ภายหลังกรุงศรีอยุธยาสิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2310 ความสัมพันธ์ดังกล่าวยังได้รับการสานต่อในสมัยกรุงธนบุรี โดยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงดำเนินความสัมพันธ์กับราชสำนักชิง ท่ามกลางประเด็นเรื่องการยอมรับสถานะของผู้ปกครองใหม่ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในอดีตมีความเกี่ยวข้องกับการค้า อำนาจทางการเมือง และความชอบธรรมของผู้ปกครองมาโดยตลอด

สำหรับความสัมพันธ์ในยุคปัจจุบัน วิทยากรกล่าวถึงการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2518 ภายใต้รัฐบาลหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ นำไปสู่การขยายความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน การศึกษา วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นว่าการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจำเป็นต้องเข้าใจบริบททางประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียม และวิธีคิดของประเทศคู่เจรจา เพราะความเข้าใจดังกล่าวมีส่วนช่วยสร้างความไว้วางใจและส่งเสริมความร่วมมือในระยะยาว

นอกจากประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ วิทยากรยังอธิบายถึงพัฒนาการของจีนผ่านนโยบายและแนวทางการบริหารประเทศในแต่ละยุค โดยเฉพาะการปฏิรูปและเปิดประเทศภายใต้การนำของ เติ้ง เสี่ยวผิง ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจจีน ผ่านการเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศ การพัฒนาอุตสาหกรรม และการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษในพื้นที่ยุทธศาสตร์ อาทิ เมืองเซินเจิ้น ซึ่งมีความใกล้ชิดกับฮ่องกง ทำให้สามารถดึงดูดเงินทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการจากภายนอกประเทศเข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนได้อย่างรวดเร็ว

ต่อมาในยุคของ นายเจียง เจ๋อหมิน จีนได้เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและขยายตัวของเมืองอย่างต่อเนื่อง จากพื้นที่ชุมชนดั้งเดิมสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยอาคารสูง ระบบคมนาคม และย่านธุรกิจสมัยใหม่ โดยวิทยากรยกตัวอย่างจากประสบการณ์การทำงานในกรุงปักกิ่ง ซึ่งได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของเมืองภายในระยะเวลาไม่กี่ปี ก่อนที่จีนจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และองค์ความรู้มากขึ้นในยุค นายหู จิ่นเทา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและวางรากฐานการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาว

วิทยากรวิเคราะห์ว่า การเติบโตของจีนสะท้อนให้เห็นความสำคัญของการกำหนดทิศทางพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อมโยงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเข้ากับการพัฒนาอุตสาหกรรม การศึกษา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ซึ่งมีส่วนผลักดันให้จีนก้าวขึ้นมาเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจโลก บทเรียนดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับประเทศไทย โดยเฉพาะการเตรียมกำลังคน การยกระดับทักษะ และการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและเทคโนโลยีในอนาคต

ในมิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นายชัยรัตน์ ให้ข้อสังเกตว่า แม้ไทยและจีนจะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดและมีความผูกพันทางวัฒนธรรมมายาวนาน แต่การดำเนินนโยบายต่างประเทศของแต่ละชาติยังต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศตนเองเป็นสำคัญ การสร้างความร่วมมือจึงควรอยู่บนพื้นฐานของการเข้าใจผลประโยชน์ร่วมกัน การให้เกียรติคู่เจรจา และการเลือกใช้วิธีสื่อสารที่เหมาะสมกับบริบท โดยเฉพาะประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนทางการเมือง ซึ่งต้องอาศัยความรอบคอบและความเข้าใจทางวัฒนธรรมควบคู่กันไป

อีกหนึ่งประเด็นที่ได้รับการกล่าวถึงคือสถานการณ์ระหว่างจีนกับเกาะไต้หวัน ซึ่งมีความซับซ้อนทั้งด้านประวัติศาสตร์ การเมือง และความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา โดยวิทยากรอธิบายถึงภูมิหลังของสถานการณ์ ความแตกต่างทางความคิดเห็นภายในไต้หวัน และบทบาทของประเทศมหาอำนาจที่มีต่อความมั่นคงในภูมิภาค สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริหารและผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองระหว่างประเทศอาจส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุน การค้า และการตัดสินใจทางธุรกิจ

ขณะเดียวกัน วิทยากรยังกล่าวถึงบทบาทของวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่มีต่อความสัมพันธ์ไทย–จีน โดยยกตัวอย่างภาพยนตร์จีนที่มีเนื้อหาและสถานที่ถ่ายทำเกี่ยวข้องกับประเทศไทย ซึ่งมีส่วนกระตุ้นความสนใจของนักท่องเที่ยวจีนให้เดินทางมายังประเทศไทยมากขึ้น แสดงให้เห็นว่าสื่อบันเทิงและวัฒนธรรมสามารถเชื่อมโยงไปสู่โอกาสทางเศรษฐกิจ ทั้งในภาคการท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจบริการ โดยผู้ประกอบการสามารถนำความเข้าใจด้านวัฒนธรรมและพฤติกรรมผู้บริโภคมาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดจีน

นอกจากนี้ การบรรยายยังครอบคลุมถึงประเด็นการบริหารประเทศและมาตรการปราบปรามการทุจริตของจีน ซึ่งสะท้อนแนวทางการควบคุมวินัยภายในระบบราชการและการเมือง ตลอดจนความพยายามพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารประเทศ โดยวิทยากรนำเสนอผ่านเหตุการณ์และประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของจีนในช่วงเวลาต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เข้ารับการศึกษาได้เห็นภาพความเชื่อมโยงระหว่างนโยบายภาครัฐ เสถียรภาพทางการเมือง และการพัฒนาเศรษฐกิจ

การบรรยายครั้งนี้ยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้ารับการศึกษาหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย–จีน รุ่นที่ 3 ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและซักถามประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ การเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้จากประสบการณ์ของนักการทูตเข้ากับการวิเคราะห์สถานการณ์และการวางกลยุทธ์ทางธุรกิจ

การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย–จีนจึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการทำความเข้าใจทิศทางความร่วมมือระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่จีนมีบทบาทต่อเศรษฐกิจโลกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผู้บริหารจำเป็นต้องมีความรู้รอบด้าน ทั้งประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารองค์กร การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการพัฒนาธุรกิจไทย–จีนให้เติบโตได้อย่างมีศักยภาพในอนาคต


Comments

No comments yet. Why don’t you start the discussion?

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Are you human? Please solve:Captcha