รัฐสภา ร่วมกับ สสส. เดินหน้าสร้างต้นแบบ ‘องค์กรสุขภาวะ’ หน่วยงานรัฐ


รัฐสภาร่วมกับภาคีภาครัฐ มุ่งสร้างต้นแบบ Happy Workplace ปลดล็อคความเครียดคนทำงาน สอดรับผลวิจัย จุฬาฯ เผยเป็นปัญหาหลักกระทบการทำงานสูงกว่า 90%   

นายพรเพชร วิชิตพลชัย ประธานรัฐสภาและประธานวุฒิสภา พร้อมด้วย นางสาวนภาภรณ์ ใจสัจจะ เลขาธิการวุฒิสภา ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ (สสส.) และ ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมส่งเสริมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ร่วมในพิธีเปิดโครงการพัฒนาองค์กรสุขภาวะต้นแบบ:การสร้างเสริมสุขภาพการพัฒนาคุณภาพชีวิตการทำงานบุคลากรในวงงานรัฐสภา ผ่านกิจกรรม “การจัดนิทรรศการความรู้เพื่อปรับพฤติกรรมสุขภาพ” โดยภายในงานยังได้มีการจัดเสวนาในหัวข้อ “การจัดการความเครียดในองค์กรกับแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคลากรสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ที่เชื่อมโยงสุขภาวะทั้งสี่มิติ” เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และแนวทางการบริหารจัดการความเครียดของตนเองและผู้ใกล้ชิด

นางสาวนภาภรณ์ ใจสัจจะ เลขาธิการวุฒิสภา กล่าวว่า การจัดนิทรรศการฯ ในครั้งนี้เป็นการต่อยอดการทำกิจกรรมในโครงการพัฒนาองค์กรสุขภาวะต้นแบบ : การสร้างเสริมสุขภาพการพัฒนาคุณภาพชีวิตการทำงานบุคลากรในวงงานรัฐสภา มาอย่างต่อเนื่อง ด้วยเล็งเห็นความสำคัญในเรื่องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจในกลุ่มวงงานรัฐสภา จากภาวะความเครียดสะสมในการทำงาน หรือเหตุการณ์ความผันผวนในชีวิต อาจส่งผลกระทบถึงประสิทธิภาพการทำงานที่รับผิดชอบ

โดยวัตถุประสงค์ในการจัดกิจกรรม ฯ ครั้งนี้ เพื่อให้บุคลากรกลุ่มเป้าหมายและผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมในชมรมต่าง ๆ ของสำนักงานเลขาฯวุฒิสภา พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายที่เข้าร่วมจัดนิทรรศการ ได้แก่ กรมสุขภาพจิต กรมอนามัย กรมควบคุมโรค กรมพละศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ธนาคารจิตอาสา สำนักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร สำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา (สสส.)

ความร่วมมือระหว่าง สสส. ในโครงการ ฯ ดังกล่าว ถือเป็นกิจกรรมที่มีส่วนสำคัญในการกระตุ้นพร้อมส่งเสริมการสร้างสุขภาวะองค์กรร่วมกันระหว่างบุคลากรในวงงานรัฐสภาได้เป็นอย่างดี ด้วยเป็นจุดเปลี่ยนเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ในการสร้างองค์กรสุขภาวะผ่านกิจกรรมในครั้งนี้” นางสาวนภาภรณ์ กล่าว

ดร. สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)​ กล่าวว่าบทบาทของสสส. พร้อมส่งเสริมสนับสนุนด้านสุขภาวะทั้ง 4 มิติหลัก คือ กาย ใจ สังคม และ ปัญญา เพื่อรับมือความท้าทายของการทำงานในปัจจุบัน โดยเฉพาะด้าน ‘ความเครียด’ หากปล่อยให้เกินความเหมาะสมแล้วจะนำไปสู่ทุกข์ภาวะในภาพรวมได้ ซึ่งระดับความเครียดที่เกิดขึ้นในมนุษย์นั้นยังจะเกี่ยวพันกับระบบต่าง ๆ ในร่างกายอันจะส่งผลต่อสุขภาพได้ในที่สุด และจะกระทบต่อไปยังการทำงานในองค์กรหรือส่วนร่วม ด้วยเช่นกัน

“ความร่วมมือระหว่างสสส. กับรัฐสภา มีความมุ่งหวังเพื่อการสร้างสุขภาพที่ดีแบบรอบด้านของบุคลากรในวงงานผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ที่ได้ทำมาอย่างต่อเนื่อง ในฐานะที่รัฐสภาเป็นหนึ่งในองค์กรศูนย์กลางด้านนิติบัญญัติของประเทศไทย เพื่อให้เป็นองค์กรต้นแบบสุขภาวะ” ดร. สุปรีดา กล่าว

จัดการ ‘ความเครียด’ ดี มีประโยชน์กับชีวิต

นายแพทย์เทอดศักดิ์ เดชคง ผู้อำนวยการสำนักวิขาการสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กล่าวในการเสวนาฯ ว่าความเครียดที่เกิดขึ้นภายในองค์กรหรือจากบุคคลนั้น หากนำมาบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสมและถูกวิธี จะเป็นประโยขน์ต่อการใช้ชีวิตประจำวันมากกว่าที่คิด โดยเฉพาะการมีความเครียดในระดับที่เหมาะสมจะเป็นแรงกระตุ้นการตื่นตัวในการเรียนรู้เพื่อให้สามารถปรับทักษะใหม่ๆและนำมารับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้

“วิธีการจัดการความเครียดในตัวเองและผู้ใกล้ชิดในเบื้องต้น คือให้สังเกตุการเปลี่ยนแปลงทั้ง บุคลิก อารมณ์ พฤติกรรมกิจวัตรประจำวันด้านต่างๆ ว่าผิดแปลกไปจากเดิมมากน้อยเพียงใด ซึ่งโดยคนทั่วไปหากมีความเครียดถือเป็นเรื่องปกติ เพียงแต่จะต้องยอมรับและหากิจกรรมที่ตนเองถนัดหรือสนใจทำเพื่อผ่อนคลายอารมรณ์ แต่หากไม่สามารถรับมือได้ก็จะต้องส่งไปยังผู้เชี่ยวชาญต่อไป” นายแพทย์เทอดศักดิ์ กล่าว

ผลวิจัยชี้คนวัยทำงานกว่า 90% มีความเครียด

ดร.ศิริเชษฐ์ สังขะมาน อาจารย์ประจำ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหัวหน้าโครงการเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพในองค์กรภาครัฐสำหรับข้าราชการ กล่าวว่า การพัฒนาคุณภาพชีวิตการทำงานเพื่อนำไปสู่องค์กรสุขภาวะในบุคลากรนั้น มีทั้งปัจจัยที่องค์กร/หน่วยงานควรส่งเสริม หรือลดและแก้ไขปัญหา ทั้งนี้ ประเด็น ‘ความเครียด’ ในบุคลากรก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่องค์กรควรให้ความสำคัญ เนื่องจากหากเกิดความเครียดสะสมเป็นเวลานานๆ อาจที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายในระดับต่าง ๆ เช่น นอนไม่หลับ เกิดภาวะซึมเศร้า มีผลกับภูมิคุ้มกัน กรดไหลย้อน ทำให้ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากร และในระยะยาวอาจส่งผลต่อสภาพจิตใจของตัวข้าราชการเอง ส่งผลถึงความรู้สึกรักและผูกพันองค์กร ซึ่งแน่นนอนว่าย่อมส่งผลต่อการให้บริการประชาชนในที่สุด

ทั้งนี้ ทางโครงการได้เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างในช่วงสองไตรมาศแรกของปี พ.ศ. 2565 จากหน่วยงานภาครัฐระดับกรมมากกว่า 30 หน่วยงานที่เป็นภาคีองค์กรสุขภาวะ พบว่า กลุ่มตัวอย่างรู้สึกเครียดในเรื่องานมากถึงร้อยละ 92.1 โดยระดับความเครียดมากถึงมากที่สุด มีอยู่ร้อยละ 15.8 และเมื่อวิเคราะห์ถึงสาเหตุ พบว่า เกิดจากงานที่เร่งด่วน ปริมาณงานมาก มีการทำงานเกินเวลาปกติและทำงานเกินหน้าที่ ขาดการสื่อสารที่ดี รวมทั้งขาดอัตรากำลัง เป็นต้น นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาถึง Generation พบว่า Gen Y มีความเครียดสูงที่สุด โดยมีมากกว่าครึ่ง รองลงมา เป็น Gen X ที่ความรู้สึกเครียดมากกว่า 1 ใน 3

ซึ่งสอดคล้องกับการเก็บข้อมูลหน่วยงานรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งในช่วงเวลาเดียวกัน พบว่า บุคลากรมีความเครียดจากการทำงานสูงถึงร้อยละ 93.11  โดยที่มีระดับความเครียดมากถึงมากที่สุดร้อยละ 33.19 ซึ่งสาเหตุหลักมีความคล้ายคลึงกัน คือ มาจากงานเร่งด่วน ปริมาณงานมาก การสื่อสารภายในองค์กรไม่ชัดเจน เป็นต้น


Comments

No comments yet. Why don’t you start the discussion?

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *