โดย : นายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ ประธานคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

ประธานคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
“ปัจจุบันอุตสาหกรรมสุขภาพและความงามของไทยถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมดาวรุ่งที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจ โดยเป็นกลุ่มที่สร้างมูลค่าการตลาดรวมหลายแสนล้านบาทต่อปี และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศและการส่งออก โดยเฉพาะในตลาดอาเซียนและเอเชียตะวันออก” นายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ ประธานคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสุขภาพและความงามสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เผยถึงทิศทางอุตสาหกรรม
บทบาทของคลัสเตอร์สุขภาพและความงามในเศรษฐกิจไทยปัจจุบัน
นายนาคาญ์ กล่าวว่า อุตสาหกรรมสุขภาพและความงามมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับเทรนด์การดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่กำลังเติบโตทั่วโลก สำหรับประเทศไทย จุดแข็งของเราคือวัตถุดิบธรรมชาติ เช่น สมุนไพร และความเชี่ยวชาญด้านการแพทย์และบริการสปาที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล สิ่งเหล่านี้ช่วยเสริมให้อุตสาหกรรมนี้เป็นอีกฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
แนวโน้มในอีก 3–5 ปีข้างหน้า
อุตสาหกรรมสุขภาพและความงามยังคงเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง โดยคาดการณ์ว่าในอีก 3–5 ปีข้างหน้า ตลาดความงามและสุขภาพไทยจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 5–7% โดยปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจาก 3 ด้านสำคัญ ได้แก่
- กระแสสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Health Care) คนไทยและผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพก่อนเจ็บป่วย ส่งผลให้ความต้องการผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและบริการสุขภาพเพิ่มขึ้น
- ความงามที่ยั่งยืน (Sustainable Beauty) ผู้บริโภครุ่นใหม่ใส่ใจผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีการใช้วัตถุดิบออร์แกนิก และกระบวนการผลิตที่โปร่งใส
- ดิจิทัลเฮลท์และอีคอมเมิร์ซ ช่องทางออนไลน์กลายเป็นแรงผลักสำคัญให้แบรนด์เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายและกว้างขวางขึ้น
“ผมเชื่อว่าไทยมีศักยภาพที่จะเป็นผู้นำในตลาดภูมิภาค หากเราสามารถผสมผสานความเป็นเอกลักษณ์ของไทยเข้ากับนวัตกรรมและมาตรฐานสากลได้” นายนาคาญ์ กล่าว

ความท้าทายต่อมาตรฐานสุขภาพระดับโลก
แม้จะมีโอกาสมากมาย แต่อุตสาหกรรมสุขภาพและความงามไทยก็ต้องเผชิญความท้าทาย โดยเฉพาะการปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ไม่ว่าจะเป็น มาตรฐาน GMP, ISO, และกฎระเบียบด้านความปลอดภัยของสหภาพยุโรป (EU Regulation) ซึ่งมีความเข้มงวดสูง
“ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ยังต้องเผชิญกับต้นทุนการปรับตัวที่สูง ทั้งการพัฒนาสายการผลิต การวิจัยและการทดสอบความปลอดภัย แต่ในระยะยาวนี่คือสิ่งจำเป็น เพราะหากเราไม่ยกระดับมาตรฐาน ก็จะเสียโอกาสในการแข่งขันในตลาดโลก”นายนาคาญ์ กล่าวเสริม
ศักยภาพของไทยในการเป็น “ศูนย์กลางสุขภาพและความงาม” ของอาเซียน
ประเทศไทยมีจุดแข็งหลายด้าน ทั้งด้านทรัพยากร วัฒนธรรมการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม และโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่แข็งแกร่ง ปัจจุบันไทยถูกยกให้เป็นหนึ่งในจุดหมายด้าน Wellness Tourism ระดับโลก ทั้งนี้ไทยมีความพร้อมทั้งด้านบริการสุขภาพ โรงพยาบาลมาตรฐานสากล สปาและนวดแผนไทย รวมถึงอุตสาหกรรมความงามที่มีฐานการผลิตเข้มแข็ง สิ่งเหล่านี้หากได้รับการบูรณาการและสนับสนุนที่เหมาะสม ไทยมีโอกาสสูงที่จะเป็นศูนย์กลางสุขภาพและความงามของอาเซียน
ความร่วมมือกับภาครัฐและมหาวิทยาลัย
คลัสเตอร์สุขภาพและความงามทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐและสถาบันการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาหลักสูตร การวิจัยนวัตกรรมผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทย การส่งเสริมผู้ประกอบการให้เข้าถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่ ๆ เรามีการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยหลายแห่งในการทำ R&D ทั้งในด้านชีววิทยา เคมี และการออกแบบผลิตภัณฑ์ รวมถึงการพัฒนามาตรฐานและเครื่องมือวัดที่ได้การรับรองสากล เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ไทยมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นในตลาดโลก
ถึงผู้ประกอบการรุ่นใหม่และ SMEs
นายนาคาญ์ ฝากข้อคิดไว้ว่า ธุรกิจสุขภาพและความงามเป็นธุรกิจที่มีโอกาส แต่ก็เต็มไปด้วยการแข่งขัน สิ่งสำคัญที่สุดคือ ความจริงใจและคุณภาพ ของผลิตภัณฑ์หรือบริการ อย่าหยุดเรียนรู้เทรนด์ใหม่ ๆ และควรยึดหลักความยั่งยืนเป็นแกนกลาง เพราะผู้บริโภครุ่นใหม่ไม่ได้มองแค่ผลลัพธ์ของสินค้า แต่ยังมองกระบวนการผลิต ความปลอดภัย และความรับผิดชอบต่อสังคม ผนวกกับควรใช้จุดแข็งของไทย เช่น สมุนไพร นวดแผนไทย และบริการสุขภาพ มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ หากเราสามารถผสานความเป็นไทยกับนวัตกรรมได้อย่างลงตัว ไทยจะมีที่ยืนที่มั่นคงในเวทีโลก
“อุตสาหกรรมสุขภาพและความงามไทยมีทั้งโอกาสและความท้าทายที่ต้องก้าวข้าม การพัฒนาอย่างต่อเนื่องในด้านมาตรฐาน นวัตกรรม และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้อุตสาหกรรมนี้เติบโตอย่างมั่นคง และผลักดันประเทศไทยให้เป็นหนึ่งในศูนย์กลางสุขภาพและความงามของภูมิภาคในอนาคต“ นายนาคาญ์ กล่าวทิ้งท้าย
