
ท่ามกลางความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหามลพิษ หรือการเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ ประเทศไทยจำเป็นต้องมี “กลไก” ที่ไม่เพียงสนับสนุนงบประมาณ แต่สามารถเปลี่ยนนโยบายให้เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมในระดับพื้นที่ได้จริง” นายบรรณรักษ์ เสริมทอง เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กล่าวถึงความท้าทายและบทบาทสำคัญของการดำเนินงาน
หนึ่งในกลไกสำคัญนั้น คือ กองทุนสิ่งแวดล้อม ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ซึ่งก่อตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 เพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกทางการเงินของประเทศในการสนับสนุนการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
ตลอดเวลากว่า 33 ปี กองทุนสิ่งแวดล้อมได้สนับสนุนโครงการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแล้ว 1,927 โครงการ วงเงินรวมกว่า 16,858 ล้านบาท สร้างประโยชน์แก่ประชาชนมากกว่า 13 ล้านคน พร้อมผลักดันเครือข่ายชุมชนและภาคีด้านสิ่งแวดล้อมทั่วประเทศให้ร่วมเป็นกำลังสำคัญในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติของไทย
แต่ในวันนี้ บทบาทของกองทุนกำลังก้าวไกลกว่าการเป็นเพียง “ผู้สนับสนุนงบประมาณ
จากผู้ให้ทุน…สู่กลไกขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง
ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 กองทุนสิ่งแวดล้อมเดินหน้ายกระดับบทบาทสู่การเป็น Climate Finance Mechanism หรือกลไกการเงินด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศ ภายใต้แผนปฏิบัติการระยะยาว พ.ศ. 2566–2570 ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และเป้าหมาย Net Zero Emissions ของประเทศไทย
หนึ่งในก้าวสำคัญ คือ การขับเคลื่อน Thai Climate Initiative Fund (ThaiCI) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีผ่านองค์กร GIZ วงเงิน 4.4 ล้านยูโร หรือประมาณ 158 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนโครงการที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) และเสริมสร้างศักยภาพการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Adaptation)
ขณะเดียวกัน กองทุนยังมุ่งผลักดันโครงการด้านเกษตรกรรมคาร์บอนต่ำ เช่น Thai Rice ที่ส่งเสริมการทำนาอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกรไทยในระยะยาว
เทคโนโลยีดิจิทัล ยกระดับการเข้าถึงแหล่งทุน
นอกจากการพัฒนากลไกทางการเงินแล้ว สผ. ยังเดินหน้าพัฒนาระบบ Smart E-Fund เพื่อให้การยื่นข้อเสนอโครงการ การติดตามผล และการบริหารจัดการเงินกองทุนเป็นระบบดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งพัฒนาแพลตฟอร์ม E-Learning เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่ประชาชนและผู้รับทุนทั่วประเทศ
การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ไม่เพียงช่วยลดขั้นตอนการดำเนินงาน แต่ยังช่วยเพิ่มโอกาสให้หน่วยงานท้องถิ่น ชุมชน และองค์กรขนาดเล็กสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้อย่างทั่วถึง ซึ่งเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับการบริหารกองทุนให้ทันต่อบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
สร้างผลลัพธ์ที่วัดผลได้
ปัจจุบัน กองทุนสิ่งแวดล้อมไม่ได้มุ่งเน้นเพียงจำนวนโครงการที่ได้รับการสนับสนุน แต่ให้ความสำคัญกับ “ผลลัพธ์” ที่สามารถวัดได้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการลดปัญหาฝุ่น PM2.5 การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ หรือการยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมในระดับพื้นที่
ที่ผ่านมา กองทุนได้มีส่วนสนับสนุนการอนุรักษ์และปกป้องพื้นที่ป่ากว่า 2.64 ล้านไร่ สนับสนุนระบบจัดการขยะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 1,149 แห่ง ช่วยลดปริมาณขยะต้นทางได้มากกว่า 785,000 ตันต่อปี และผลักดันโครงการด้านสภาพภูมิอากาศที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง
ก้าวต่อไปของการเงินสีเขียวไทย
แม้การบริหารกองทุนจะต้องเผชิญความท้าทาย ทั้งการสร้างความมั่นคงทางการเงิน การพัฒนาเครื่องมือทางการเงินรูปแบบใหม่ การเชื่อมโยงกับตลาดคาร์บอน และการขยายโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้าถึงแหล่งทุนได้มากขึ้น แต่ สผ. มองว่าความท้าทายเหล่านี้คือโอกาสในการยกระดับกองทุนสิ่งแวดล้อมให้เป็น Green Finance Platform ของประเทศ
ท้ายที่สุด ความสำเร็จของกองทุนสิ่งแวดล้อมอาจไม่ได้วัดจากจำนวนโครงการหรือวงเงินสนับสนุนเพียงอย่างเดียว หากแต่วัดจากความสามารถในการเชื่อมโยง “นโยบาย” สู่ “การปฏิบัติ” และสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาชน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การพัฒนาที่สมดุล พร้อมรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศในอนาคตอย่างยั่งยืน









