หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่
สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน)

ลุ่มน้ำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เคยเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสำคัญของประเทศ แต่ปัจจุบันมีบ่อกุ้งร้างกว่า 44,000 ไร่ จากผลกระทบของโรคระบาด ต้นทุนการเลี้ยงที่สูง และภาระหนี้สิน ทำให้เกษตรกรจำนวนมากต้องละทิ้งพื้นที่ทำกิน เกษตรกรบางส่วนหันมาเลี้ยงปูขาว ซึ่งเป็นสินค้าที่มีความต้องการในประเทศสูงถึง 12,100 ตันต่อปี ขณะที่ไทยผลิตได้เพียง 8,395 ตัน จึงยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นจำนวนมาก แต่การเลี้ยงแบบดั้งเดิมหรือ “นาเปิด” ที่อาศัยธรรมชาติเป็นหลักที่เกษตรกรใช้ มีอัตรารอดของลูกปูเพียงร้อยละ 20 ส่งผลให้ได้ผลผลิตต่ำ รายได้ไม่คุ้มทุน และไม่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้

เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ดร.กิตติชนม์ อุเทนะพันธุ์ และคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย จึงทำ “โครงการปูขาว-นครศรีโมเดล เพื่อการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้วยห่วงโซ่คุณค่าใหม่บนฐานทรัพยากรพื้นถิ่นนครศรีธรรมราช” ภายใต้กรอบวิจัยการพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการในพื้นที่ (Local Enterprises) บนฐานทรัพยากรพื้นถิ่นเพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานรากและเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่ โดยการสนับสนุนจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) ภายใต้กำกับ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. ซึ่งมีเป้าหมายในการฟื้นฟูนากุ้งทิ้งร้าง เพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงปูขาว และเพิ่มอัตราการรอดตายของปูขาวให้สูงขึ้นมากกว่าร้อยละ 80 ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate Technology) เพื่อยกระดับรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ โดยใช้ทรัพยากรที่เกษตรกรมีอยู่แล้ว ไม่ต้องลงทุนเพิ่มเติม
หัวใจสำคัญของโครงการ คือ การพัฒนาชุดความรู้ (Standard Operating Procedure : SOP) การผลิตลูกพันธุ์ปูขาวขนาดใหญ่ และชุดความรู้การผลิตปูขาวขนาดตลาด เพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตปูขาวที่เกษตรกรสามารถนำไปใช้ได้จริง โดยนำชุดความรู้นี้ไปใช้ในกระบวนการอนุบาลลูกพันธุ์ปูขาวขนาดเล็ก 0.5 เซนติเมตร ให้เป็นลูกพันธุ์ปูขาวขนาด 5 เซนติเมตร สำหรับนำไปใช้ในการผลิตปูขาวตามขนาดที่ตลาดต้องการ โดยการวางระบบจัดการใน 4 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การป้องกันศัตรูของปู การกำหนดความหนาแน่น การจัดการอาหาร และการดูแลคุณภาพน้ำในบ่อ รวมถึงพัฒนาจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงสำหรับบำบัดของเสียสะสมในการเตรียมบ่อและจากอาหารสด เพื่อช่วยฟื้นฟูคุณภาพน้ำและดินในบ่อเลี้ยง
“ที่ผ่านมาเราไม่ได้เลี้ยงปู แต่ปล่อยให้ธรรมชาติเลี้ยงปู ผลลัพธ์ที่ได้จึงขึ้นอยู่กับดวงมากกว่าการจัดการ หัวใจของนวัตกรรมไม่ได้อยู่ที่การใช้เทคโนโลยีราคาแพง แต่อยู่ที่การจัดการทุกขั้นตอนอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การทำความเข้าใจนิเวศและชีววิทยาของปู การอนุบาลลูกปู การจัดการอาหาร ความหนาแน่น การป้องกันศัตรู และการดูแลคุณภาพน้ำ เมื่อควบคุมปัจจัยเหล่านี้ได้ การเลี้ยงปูจะเปลี่ยนจากอาชีพที่พึ่งพาโชค มาเป็นธุรกิจที่สามารถคำนวณต้นทุน คาดการณ์ผลตอบแทน บริหารความเสี่ยง และจัดการตลาดได้ โดยคณะวิจัยยังพัฒนาระบบคำนวณต้นทุนการผลิต ทำให้เกษตรกรรู้ต้นทุนที่แท้จริงและวางแผนการผลิตได้อย่างแม่นยำ” ดร.กิตติชนม์ อุเทนะพันธุ์ กล่าว
จากการปรับกระบวนการผลิตใหม่ ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยง 14 ราย สามารถเพิ่มอัตราการรอดของปูขาวจากที่ต่ำกว่าร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 60 – 80 โดยอัตราการรอดของลูกพันธุ์ปูขาวขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 65 และอัตราการรอดของปูขาวขนาดตลาดเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 80 และเกษตรกรที่สามารถใช้เทคโนโลยีนี้ได้เต็มประสิทธิภาพจะผลิตปูขาวขนาดตลาดได้ถึง 220 กิโลกรัมต่อไร่ต่อรอบการเลี้ยง (3 เดือน) และหากดำเนินการเลี้ยง 2 รอบต่อปี จะสามารถสร้างรายได้มากกว่า 60,000 บาทต่อไร่ต่อปี

นายณัฏฐชัย นาคเกษม หรือ “พี่โชค” เกษตรกรผู้เคยประสบปัญหาหนี้สินจากการเลี้ยงกุ้งจนต้องปล่อยบ่อร้างที่ตอนนี้กลายเป็นนวัตกรชุมชนคนสำคัญ กล่าวว่า “ก่อนเข้าร่วมโครงการเคยเลี้ยงปูแบบดั้งเดิม ได้ผลผลิตเพียง 100-200 กิโลกรัมต่อปี จากพื้นที่กว่า 12 ไร่ และมีรายได้เพียงหลักพันบาทต่อสัปดาห์ แต่หลังนำมาตรฐานการเลี้ยง (SOP) ของทีมวิจัยมาปรับใช้ โดยให้ความสำคัญกับทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเตรียมบ่อ การอนุบาลลูกปู การควบคุมคุณภาพน้ำ การสร้างอาหารธรรมชาติ และการกำหนดความหนาแน่นของปูในบ่ออย่างเหมาะสม อัตราการรอดของลูกปูเพิ่มจากเดิมเพียงร้อยละ 5-10 เป็นร้อยละ 60 ส่งผลให้ผลผลิตและรายได้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน พร้อมสร้างความเชื่อมั่นว่าองค์ความรู้ทางวิชาการที่ประยุกต์ใช้อย่างถูกต้องสามารถเปลี่ยนผลลัพธ์ของการเลี้ยงปูได้จริง”
ความสำเร็จของงานวิจัยครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการพลิกฟื้นนากุ้งร้างให้กลับมาสร้างรายได้ แต่ยังต่อยอดสู่การสร้าง “ระบบถ่ายทอดเทคโนโลยี” ที่ช่วยให้ชุมชนขยายผลได้ด้วยตนเอง โดยในปี 2568 ทีมวิจัยดำเนิน “โครงการขยายผลเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการเลี้ยงปูขาวเพื่อยกระดับรายได้เกษตรกรท้องถิ่นลุ่มน้ำปากพนัง” ผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบ Appropriate Learning Process (ALP) ควบคู่กับระบบ “แม่ข่าย-ลูกข่าย” (Training the Trainers) คัดเลือกเกษตรกรต้นแบบ 16 ราย เป็นผู้ผลิตลูกพันธุ์ปูและถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกรอีก 104 ราย รวม 120 ครัวเรือน
ดร.กิตติชนม์ ระบุว่า หัวใจของโครงการคือการสร้าง “ครู” จากเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จจริง แทนการพึ่งพานักวิจัยเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้เพียงฝ่ายเดียว เพื่อให้ชุมชนสามารถเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นคง แนวทางดังกล่าวช่วยให้การขยายผลสอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ พร้อมเปิดโอกาสให้เกษตรกรต้นแบบสร้างรายได้จากการผลิตลูกพันธุ์ปูควบคู่กับการเลี้ยงปูเชิงพาณิชย์ โดยภายในเวลาเพียง 5 เดือน เกษตรกรแม่ข่ายมีรายได้จากการจำหน่ายลูกพันธุ์ปูขนาดใหญ่เฉลี่ย 38,000-39,000 บาทต่อไร่ และยังมีรายได้เพิ่มเติมจากการจำหน่ายปูขนาดตลาด สะท้อนการเกิดห่วงโซ่ธุรกิจใหม่ที่ช่วยกระจายรายได้และเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจชุมชน
จากพื้นที่นากุ้งร้างที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นภาระหนี้สิน วันนี้กำลังกลายเป็นต้นแบบของการใช้ “เทคโนโลยีที่เหมาะสม” เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก เป็นข้อพิสูจน์ที่ทำให้เห็นว่านวัตกรรมที่สร้างการเปลี่ยนแปลงไม่จำเป็นต้องซับซ้อนหรือใช้ต้นทุนสูง หากแต่ต้องเป็นเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ปัญหาของคนในพื้นที่ ใช้ได้จริง และทำให้ชุมชนสามารถเรียนรู้ พึ่งพา และขับเคลื่อนการพัฒนาต่อได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน









