นายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย–จีน เดินทางไปศึกษาดูงาน DeRUCCI เมืองตงกวน


ชูโมเดล AI และนวัตกรรมสุขภาพ สะท้อนภาพ “จีนยุคใหม่” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยี ย้ำสื่อต้องทำหน้าที่สะพานแห่งความรู้

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 ผศ. (พิเศษ) ดร. กำพล มหานุกูล นายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย–จีน พร้อมคณะผู้แทนสื่อมวลชนไทย เดินทางเยี่ยมชมและศึกษาดูงาน ณ บริษัท DeRUCCI (慕思) เมืองตงกวน มณฑลกวางตุ้ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ผู้นำด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมเพื่อสุขภาพการนอนระดับแนวหน้าของจีน เพื่อศึกษากระบวนการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีดิจิทัล และองค์ความรู้ด้านสุขภาพในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยกิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมการลงพื้นที่ศึกษาดูงานในกลุ่มเมืองเศรษฐกิจสำคัญ ภายใต้กรอบการประชุมสุดยอดผู้นำสื่อภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก หรือ Asia-Pacific Media Forum 2026 (APMF 2026) ซึ่งจัดโดยสำนักข่าวซินหัวร่วมกับองค์กรพันธมิตร ระหว่างวันที่ 3–5 กันยายน 2569 ณ เมืองเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง ภายใต้หัวข้อ “Building A Path to Shared Prosperity for the Asia-Pacific Community: Media Consensus and Action” (ร่วมปูทางสู่ความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันของประชาคมเอเชีย-แปซิฟิก: ฉันทามติและการขับเคลื่อนของสื่อ)

การศึกษาดูงานในครั้งนี้เปิดมุมมองให้เห็นถึงภาพสะท้อนของ “จีนยุคใหม่” ที่กำลังเปลี่ยนผ่านโครงสร้างทางเศรษฐกิจจากความได้เปรียบด้านต้นทุนและโรงงานผลิต ไปสู่การสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันด้วยงานวิจัย เทคโนโลยี นวัตกรรม และการสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดด สอดรับกับบริบทสังคมผู้สูงอายุและพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ ทั้งนี้ คณะผู้แทนสื่อมวลชนได้ศึกษาระบบจัดแสดงองค์ความรู้เกี่ยวกับสมอง วงจรการนอนหลับ สุขภาพ และกลไกของร่างกายมนุษย์ผ่านสื่อนวัตกรรมดิจิทัลแบบอินเทอร์แอ็กทีฟ รวมถึงแนวคิดการบูรณาการศาสตร์การแพทย์แผนจีนเข้ากับวิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ ตลอดจนการพัฒนาระบบการนอนอัจฉริยะที่ใช้ข้อมูลขนาดใหญ่และ AI วิเคราะห์พฤติกรรมการนอนแบบเฉพาะบุคคล

ผศ. (พิเศษ) ดร. กำพล เปิดเผยว่า สิ่งที่น่าสนใจที่สุดจากการดูงานครั้งนี้ ไม่ได้อยู่ที่ตัวผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่คือวิธีคิดในการพัฒนาประเทศและอุตสาหกรรมของจีน ที่สามารถเชื่อมประสานงานวิจัย เทคโนโลยี ภาคการผลิต และกลไกตลาดเข้าด้วยกันได้อย่างไร้รอยต่อ วันนี้จีนไม่ได้แข่งขันด้วยต้นทุนแรงงานหรือการรับจ้างผลิตอีกต่อไป แต่แข่งขันด้วยองค์ความรู้ งานวิจัย และขีดความสามารถในการแปลงนวัตกรรมในห้องทดลองให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ที่ประชาชนเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้จริง ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล

นายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย–จีน ชี้ให้เห็นว่า จุดนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่ประเทศไทยควรนำมาพิจารณาอย่างจริงจัง เนื่องจากไทยมีความพร้อมทั้งสถาบันอุดมศึกษา บุคลากรที่มีศักยภาพ ตลอดจนภูมิปัญญาด้านสมุนไพร การแพทย์แผนไทย และอุตสาหกรรมบริการสุขภาพ (Wellness) ซึ่งถือเป็นทุนทางปัญญาที่ล้ำค่า แต่โจทย์สำคัญคือการพัฒนากลไกที่ทำให้ผลงานวิจัยสามารถก้าวข้ามจากห้องทดลองไปสู่การผลิตจริงและการทำตลาดได้อย่างรวดเร็ว สิ่งที่ไทยควรเรียนรู้จึงไม่ใช่เพียงการลอกเลียนแบบเทคโนโลยี แต่เป็นการถอดรหัสวิธีคิดในการผลักดันงานวิจัยไปสู่นวัตกรรม และเปลี่ยนนวัตกรรมให้กลายเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้

นอกจากนี้ การขับเคลื่อนประเทศในระยะยาวจำเป็นต้องสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เข้มแข็ง โดยเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา นักวิจัย และภาคเอกชน ภาครัฐต้องทำหน้าที่อำนวยความสะดวก ปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมาย และสนับสนุนพื้นที่ทดสอบทดลองนวัตกรรม ขณะที่ภาคธุรกิจต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดโจทย์วิจัยตั้งแต่จุดเริ่มต้น เพื่อให้ผลงานที่พัฒนาขึ้นสามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและแก้ไขปัญหาสังคมได้อย่างตรงจุด

ในมิติของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผศ. (พิเศษ) ดร. กำพล เสนอว่า ความร่วมมือไทย–จีนในยุคต่อไปควรก้าวข้ามขอบเขตเดิมด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว ไปสู่การขยายความร่วมมือเชิงลึกด้านปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีสุขภาพ งานวิจัย และการแลกเปลี่ยนทางวิชาการระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคธุรกิจของทั้งสองฝ่าย โดยสื่อมวลชนไทยและจีนจะต้องยกระดับบทบาทจากการรายงานข่าวสารทั่วไป มาทำหน้าที่เป็น “สะพานแห่งความรู้” (Knowledge Bridge) ถ่ายทอดความก้าวหน้า นวัตกรรม และบทเรียนการพัฒนาอย่างรอบด้าน เพื่อให้สังคมไทยสามารถกลั่นกรองและนำองค์ความรู้เหล่านั้นมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน


Comments

No comments yet. Why don’t you start the discussion?

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Are you human? Please solve:Captcha