สคทช – กรมลดโลกร้อน ร่วมมือขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในพื้นที่จัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล สู่การจัดการพื้นที่อย่างยั่งยืน


วันที่ 16 กันยายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) และกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (กรมลดโลกร้อน) ลงนาม “บันทึกความเข้าใจความร่วมมือว่าด้วยการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในพื้นที่จัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล” เพื่อบูรณาการข้อมูล องค์ความรู้ และแนวทางการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการที่ดินควบคู่กับการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมี ดร.ชญานันท์ ภักดีจิตต์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ และดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมกล่าวแสดงความยินดี ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อม โดยความร่วมมือดังกล่าวมีระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2569 ถึงวันที่ 16 กันยายน 2574 

ดร.ชญานันท์ ภักดีจิตต์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ เปิดเผยว่า สคทช. มุ่งขับเคลื่อนการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิในที่ดิน ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานในการพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยเชื่อมั่นว่าความมั่นคงในสิทธิ ควบคู่กับการพัฒนาอาชีพ โครงสร้างพื้นฐาน และการส่งเสริมตลาด จะช่วยยกระดับการใช้ประโยชน์และสร้างมูลค่าจากผืนดิน ลดการบุกรุกทรัพยากรธรรมชาติ และก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมทั้งด้านความหลากหลายทางชีวภาพ การอนุรักษ์ดินและน้ำ และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดย พื้นที่ คทช. ไม่เพียงเป็นพื้นที่สร้างความมั่นคงในการอยู่อาศัยและทำกินของประชาชน แต่ยังมีศักยภาพในการขับเคลื่อนแนวทาง Nature Positive ภายใต้แนวคิด “คนอยู่ได้ ทรัพยากรธรรมชาติยั่งยืน” รวมถึงเป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนที่สำคัญในอนาคต ดังนั้น ความร่วมมือกับ สส. ครั้งนี้ จะช่วยเชื่อมโยงการบริหารจัดการที่ดินกับองค์ความรู้ด้านสภาพภูมิอากาศ เพื่อพัฒนาพื้นที่ คทช. ให้เหมาะสมกับบริบทและความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่ ทั้งด้านการลดก๊าซเรือนกระจก การเพิ่มศักยภาพ การดูดกลับ และการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนต่อยอดสู่กลไกที่สร้าง ทั้งประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมและโอกาสทางเศรษฐกิจแก่ประชาชนในพื้นที่

ด้าน ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า จากเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด ฉบับที่ 2 (NDC 3.0) ซึ่งประเทศไทยได้ยื่นต่ออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 โดยมีเป้าหมายการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกในภาคป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน จำนวน 118 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO2eq) และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เหลือไม่เกิน 152 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO2eq) ภายในปี พ.ศ. 2578 (ค.ศ. 2035) หรือลดลงร้อยละ 47 จากระดับปีฐาน พ.ศ. 2562 ซึ่งมีความจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลสนับสนุนเพื่อใช้ตรวจสอบแนวเขตที่ดินของรัฐ สำหรับ

วางแผนและกำหนดนโยบาย รวมทั้งกำหนดพื้นที่เป้าหมายในการส่งเสริมการเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกของประเทศ และให้ความสำคัญกับการพัฒนาและปรับปรุงนโยบาย แผน และกลไกที่เกี่ยวข้อง อาทิ การพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศ หรือ LT-LEDS แผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งผลักดันร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ …. เพื่อวางรากฐานการดำเนินงานของประเทศให้สอดคล้องกับสถานการณ์และพันธกรณีระหว่างประเทศ

ความร่วมมือครั้งนี้ ไม่เพียงแค่การแลกเปลี่ยนข้อมูล แต่ยังครอบคลุมถึงการพัฒนาองค์ความรู้ และเสริมสร้างศักยภาพให้แก่บุคลากร เจ้าหน้าที่ระดับจังหวัด รวมถึงเครือข่ายและภาคีที่เกี่ยวข้อง กับการดำเนินงานของทั้งสองหน่วยงาน เช่น อาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) และอาสาสมัครคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (อส.สคทช.) เพื่อสนับสนุนการบูรณาการการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินกับการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับพื้นที่ ตลอดจนโอกาสในการพัฒนากลไกหรือจัดทำโครงการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ คทช. เพื่อสร้าง การมีส่วนร่วม ให้ชุมชนสามารถปรับตัวรับมือกับภัยธรรมชาติ เสริมสร้างศักยภาพของเจ้าหน้าที่และประชาชน ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำที่เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป


Comments

No comments yet. Why don’t you start the discussion?

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Are you human? Please solve:Captcha