ผนึกกำลังภาครัฐและเอกชน ผลักดันประเทศไทยสู่ “Thailand: The Land of Life”
ยกระดับเวชศาสตร์ป้องกันและเศรษฐกิจสุขภาพ สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

ประเทศไทยเดินหน้าครั้งสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจสุขภาพ หลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจสุขภาพของประเทศไทย (Wellness Economy) หรือ “บอร์ด Wellness แห่งชาติ” โดยคณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่กำหนดนโยบาย ทิศทาง ยุทธศาสตร์ มาตรการ และแผนการส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจสุขภาพของประเทศไทย พร้อมส่งเสริมและบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา ภาคประชาสังคม และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพและเวลเนสระดับโลก (Global Wellness Hub)
ในการนี้ นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่ม 8 (บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก, บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท และบีดีเอ็มเอส ซิลเวอร์) บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในบอร์ด Wellness แห่งชาติ นับเป็นอีกหนึ่งบทบาทสำคัญของผู้นำด้านเวชศาสตร์ป้องกันและ Scientific Wellness ที่จะร่วมขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพระดับชาติ และเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางการแพทย์เข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในระยะยาว สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “Thailand: The Land of Life” ที่นายแพทย์ตนุพลมุ่งผลักดันให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางแห่งการมีสุขภาพดีและการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ
คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจสุขภาพของประเทศไทย (Wellness Economy) มี ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานกรรมการ โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นรองประธานกรรมการ ร่วมด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงอุตสาหกรรม ผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานด้านกฎหมาย เศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และการท่องเที่ยว ผู้นำองค์กรภาคเอกชน ได้แก่ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมโรงพยาบาลเอกชน และสมาพันธ์สมาคมสปาแอนด์เวลเนสไทย ตลอดจนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 11 ท่าน โดยมีปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นกรรมการและเลขานุการ เพื่อร่วมกำหนดยุทธศาสตร์และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพของประเทศอย่างครบวงจร
การขับเคลื่อนดังกล่าวเชื่อมโยงกับแผนงานระดับชาติ “Thailand: Nation of Master” ที่ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มุ่งผลักดันผ่าน 3 เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ได้แก่ Siam Silica เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ Siam Medica เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการแพทย์ สุขภาพ และเวลเนสด้วยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม รวมถึงการแพทย์แม่นยำ อุตสาหกรรมยา และผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง และ Siam Terra เพื่อต่อยอดเกษตรอัจฉริยะ เทคโนโลยีชีวภาพ อาหารแห่งอนาคต และอุตสาหกรรมชีวภาพมูลค่าสูง โดยมีเป้าหมายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและนำประเทศไทยสู่ประเทศรายได้สูง ควบคู่กับกรอบการพัฒนา Scientific Wellness Economy ซึ่งตั้งเป้าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 3.5 ล้านล้านบาท ภายในปี 2575
นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ กล่าวว่า “ประเทศไทยมีศักยภาพโดดเด่นในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเวลเนสระดับโลก ทั้งระบบการแพทย์ที่ได้มาตรฐานสากล บุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ ภูมิปัญญาไทย อาหาร สมุนไพร ตลอดจนวัฒนธรรมการบริการที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ การจัดตั้งคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจสุขภาพของประเทศไทยในครั้งนี้ จึงเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงจุดแข็งเหล่านี้เข้าด้วยกันภายใต้ยุทธศาสตร์ระดับชาติ เพื่อสร้างคุณค่าให้ทั้งระบบสุขภาพและเศรษฐกิจของประเทศ”
นายแพทย์ตนุพล มองว่า การขับเคลื่อน Wellness Economy ควรให้ความสำคัญกับ 3 มิติที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ หนึ่ง มิติแรกคือ การยกระดับสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน ด้วยการเปลี่ยนผ่านระบบสุขภาพจากการรักษาเมื่อเจ็บป่วย สู่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Medicine) และการส่งเสริมการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ (Healthy Longevity) โดยนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีทางการแพทย์ และนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ สอง มิติต่อมาคือ การสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ผ่านอุตสาหกรรมการแพทย์และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อาหารเพื่อสุขภาพ สมุนไพรไทย และนวัตกรรมชีวภาพ และสามมิติสุดท้าย คือ การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน มาตรการส่งเสริมการลงทุน และระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมสุขภาพอย่างยั่งยืน
ข้อมูลจาก Global Wellness Institute (GWI) ระบุว่า ในปี 2567 เศรษฐกิจเวลเนสของประเทศไทยมีมูลค่า 42.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 24 ของโลก นายแพทย์ตนุพลมองว่า การยกระดับประเทศไทยสู่หนึ่งในสิบประเทศที่มีเศรษฐกิจเวลเนสขนาดใหญ่ที่สุดของโลก จำเป็นต้องนำ Scientific Wellness มาเสริมในทุกจุดสัมผัสของประสบการณ์เวลเนส ตั้งแต่การประเมินสุขภาพ การออกแบบบริการเฉพาะบุคคล ไปจนถึงการติดตามผล เพื่อเพิ่มมูลค่าบริการควบคู่กับการสร้างผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่วัดได้
นายแพทย์ตนุพลกล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) และควรต่อยอดสู่การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อสุขภาวะ (Wellness Real Estate) ซึ่งเป็นอีกสาขาที่มีโอกาสเติบโต โดยผสานองค์ความรู้ด้านสุขภาพเข้ากับการออกแบบที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมในชีวิตประจำวัน การพัฒนาทั้งสองด้านควรดำเนินควบคู่กัน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถสร้างมูลค่าจากทั้งการเดินทางเพื่อสุขภาพและการอยู่อาศัยที่ส่งเสริมสุขภาวะในระยะยาว
ในด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่นำเสนอในที่ประชุมผู้บริหารระบุว่า ปี พ.ศ. 2568 นักท่องเที่ยวกลุ่มเวลเนสมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 102,438 บาทต่อคนต่อทริป และมีระยะพำนักประมาณ 12 วัน นายแพทย์ตนุพลมองว่า หากสามารถยกระดับการใช้จ่ายเป็น 300,000 บาทต่อคนต่อทริป จะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างมาก ผ่านการพัฒนาโปรแกรมที่ผสานการท่องเที่ยว การพักผ่อน และการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ การเพิ่มมูลค่าควรดำเนินควบคู่กับการยกระดับคุณภาพ โดยกิจกรรมและบริการด้านเวลเนสควรมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับตามลักษณะของบริการ พร้อมกำหนดตัวชี้วัดและติดตามผลลัพธ์สุขภาพที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้รับบริการเห็นคุณค่าของการดูแลสุขภาพที่ได้รับ
“ผมรู้สึกเป็นเกียรติและภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้รับความไว้วางใจให้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการชุดสำคัญนี้ และพร้อมนำองค์ความรู้ และประสบการณ์ ตลอดจนความมุ่งมั่นด้านเวชศาสตร์ป้องกันและ Scientific Wellness มาร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สุขภาพของประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่ผู้คนทั่วโลกนึกถึงเมื่อพูดถึงสุขภาพที่ดีและการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ” นายแพทย์ตนุพลกล่าว
การแต่งตั้งครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ BDMS Wellness Clinic ในฐานะองค์กรด้านเวชศาสตร์ป้องกันและ Scientific Wellness ที่มีส่วนร่วมขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพในระดับประเทศ และเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางการแพทย์เข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ต่อเนื่องจากบทบาท Official Thailand Country Partner ของ Global Wellness Institute และผู้สนับสนุนการประชุม Global Wellness Summit 2026 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 10 – 13 พฤศจิกายน 2569 ณ จังหวัดภูเก็ต
BDMS Wellness Clinic พร้อมนำองค์ความรู้ด้าน Scientific Wellness และประสบการณ์ด้านเวชศาสตร์ป้องกันมาสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมการ เพื่อร่วมสร้างระบบนิเวศด้านสุขภาพที่แข็งแกร่ง ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น “Thailand: The Land of Life” จุดหมายปลายทางด้านสุขภาพและการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพในระดับโลก
