อุปสรรคหรือโอกาสในรักษาตลาดและการเข้าถึงตลาดสหภาพยุโรป ภายใต้กฎระเบียบ EUDR?


เมื่อกฎระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการทำลายป่า (และการทำให้ป่าเสื่อมโทรม) ของสหภาพยุโรป หรือ EU Deforestation-Free Regulation (EUDR) เป็นกฎระเบียบภาคบังคับที่ผู้ประกอบจะต้องดำเนินการอย่างเคร่งครัด ถือเป็นมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Measures: NTMs) ที่ทางสหภาพยุโรปนำมาบังคับใช้เพื่อยกระดับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกับการกำกับดูแลสิ่งแวดล้อมภายใต้ข้อตกลง European Green Deal ครอบคลุมสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์แปรรูปที่เกี่ยวข้อง 7 รายการ ประกอบด้วย โค/วัว ไม้ ปาล์มน้ำมัน ถั่วเหลือง กาแฟ โกโก้ และยางพารา ซึ่งผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสินค้าดังกล่าว อาทิ เช่น เยื่อกระดาษ เฟอร์นิเจอร์ไม้ โดยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับเงื่อนไขของ EUDR ทั้ง 3 ด้าน ประกอบด้วย

          1.  ปลอดจากการทําลายป่า (Deforestation-free) สินค้านั้นต้องไม่มาจากพื้นที่ที่มีการทําลายป่าหรือทำให้ป่าเสื่อมโทรม (อาทิ การลักลอบตัดไม้ การเผาป่า การบุกรุกพื้นที่ป่า) ภายหลังจากวันที่ 31 ธันวาคม 2563

            2.  มีผลิตอย่างถูกต้องตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องของประเทศผู้ผลิต (Legality requirement) เช่น ดำเนินการในที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้อง ดำเนินการตามสิทธิมนุษยธรรมและสิทธิแรงงานอย่างเหมาะสม และมีการปฏิบัติตามมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม

            3.  มีการติดตามตรวจสอบสถานะ (Due diligence) ผู้ประกอบการ (EU operator) และผู้ค้า (trader) จะดำเนินการตรวจสอบสถานะ จัดทำ และยื่นรายงาน Due Diligence Statement (DDS) โดยจะต้องมีการรวบรวมข้อมูลตลอดห่วงโซ่การผลิต อาทิ พิกัดทางภูมิศาสตร์ หลักฐานการปฏิบัติตามกฎหมาย เอกสารชี้แจงที่เกี่ยวข้อง และเอกสารประเมินความเสี่ยงและแผนบรรเทาผลกระทบ/ความเสี่ยง เป็นต้น

ทั้งนี้ จากการพิจารณาล่าสุดของทางสหภาพยุโรปหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงจะมีการบังคับใช้กฎระเบียบ EUDR กับบริษัทขนาดใหญ่และขนาดกลางในวันที่ 30 ธันวาคม 2569 และสำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็ก (SMEs) จะเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 30 มิถุนายน 2570

การดำเนินการตามเงื่อนไขของ EUDR ต้องทำให้ความสำคัญกับอะไรบ้าง?

สำหรับการผลิตที่ปลอดการทำลายป่าหรือการทำให้ป่าเสื่อมโทรมจะเป็นการยืนยันว่าผลผลิตที่ได้จะมาจากพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย โดยจะต้องไม่มีการเข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าปฐมภูมิหรือป่าดั้งเดิมตามธรรมชาติโดยเด็ดขาด เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ไม่มีการรบกวนหรือบุกรุกและยังคงความอุดมสมบูรณ์มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักที่สำคัญของกฎระเบียบที่ทางสหภาพยุโรปกำหนด ในกรณีของป่าเสื่อมโทรมที่มีการอนุญาตให้เข้าใช้ประโยชน์หรือรัฐมีการจัดสรรให้เกษตรกรใช้ทำกินหรือใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน เช่น ส.ป.ก.4-01 ซึ่งที่ดินประเภทนี้ไม่สามารถซื้อขายหรือโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้อื่นแต่ตกทอดทางมรดกให้ทายาทได้ นอกจากนี้ ยังรวมถึงที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมายที่เกษตรกรเช่าหรือขออนุญาตใช้ประโยชน์ โดยเกษตรกรจำเป็นต้องมีแสดงเอกสารเพื่อแสดงสิทธิ์ในการเข้าใช้ประโยชน์พื้นที่อย่างถูกต้องตามกฎหมายไม่ว่าจะเป็น โฉนด (น.ส.4) หนังสือเอกสารการสิทธิ์ ส.ป.ก.4-01 หนังสือเช่าที่ราชพัสดุ ฯลฯ เพื่อใช้สำหรับกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับ และต้องมีการระบุรายละเอียดพิกัดแปลงหรือแผนผังแปลง (แบบจุดเดียว หรือ polygon ขอบเขตแปลงที่มีการใช้ประโยชน์ตามจริง) และขนาดพื้นที่ เพื่อขอบเขตพื้นที่ที่มีการใช้ประโยชน์และเก็บเกี่ยวผลผลิตตามความเป็นจริง และการเข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่หากพื้นที่ดั้งเดิมเป็นพื้นที่ป่าไม้จะต้องดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมายก่อนวันที่ 31 ธันวาคม 2563

สำหรับการตรวจสอบพิกัดแปลงร่วมกับแผนที่ป่าไม้โลกของสหภาพยุโรป หรือ EU’s Global Forest Cover Maps (GFC 2020) เพื่อพิสูจน์ว่าผลิตภัณฑ์ตลอดห่วงโซ่อุปทานไม่ได้มาจากพื้นที่ป่าไม้นั้น มีงานวิจัยของศูนย์วิจัยร่วมของคณะกรรมาธิการยุโรป (JRC) และหน่วยงานของที่เกี่ยวข้องของไทย เช่น สวทช. (NSTDA) และเนคเทค (NECTEC) พบว่าแผนที่ดังกล่าวมีความคลาดเคลื่อนกลับแผนที่ป่าไม้ของประเทศไทย อันเนื่องมาจากแบบจำลองของทางสหภาพยุโรปในความสำคัญกับเรือนยอดและสิ่งปกคลุมของพื้นที่ป่าไม้ ซึ่งในบางกรณีอาจมีการแปลข้อมูลพื้นที่วนเกษตรและสวนผลไม้ที่เรือนยอดหนาแน่นเข้าไปด้วย ในขณะที่หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านป่าไม้ เช่น กรมป่าไม้ มีคำจำกัดความ “ป่า” ที่ไม่รวมพื้นที่ที่ไม่ใช่พื้นที่ป่าอย่างชัดเจน สำหรับพื้นที่วนเกษตรจะถูกพิจารณาเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่มีการผสมผสานโดยมีพืชเกษตรเป็นพืชหลัก และพันธุ์ไม้ป่าหรือไม้ยืนต้นเป็นพืชรอง ซึ่งความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นอาจจะทำให้ทางสหภาพยุโรปมีการแจ้งเตือนการทำลายป่าเกิดขึ้นได้ ทั้งนี้ทางทีมวิจัยฯ อยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อปรับแก้ความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นร่วมกันเพื่อลดความเสี่ยงของผู้ประกอบการไทยที่อาจถูกปฏิเสธการเข้าถึงตลาด

บทบาทหน้าที่ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลักในการดำเนินการภายใต้กฎระเบียบ EUDR

ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องบทบาทหน้าที่
เกษตรกรขึ้นทะเบียนแปลงเกษตร (พิกัดแปลงแบบจุดสำหรับแปลงที่มีขนาดเล็กกว่า 25 ไร่ และแบบ polygon สำหรับแปลงที่มีขนาดใหญ่กว่า 25 ไร่) และรายละเอียดที่เกี่ยวข้องชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับเอกสารสิทธิ์และหนังสืออนุญาตใช้ประโยชน์ในที่ดินทำกิน เช่น โฉนด ส.ป.ก.4-01 หนังสือสัญญาเช่า ให้ความยินยอมการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล สำหรับกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability)
ผู้ประกอบการไทย (ผู้รวบรวมและผู้ส่งออก)บันทึกเส้นทางของผลผลิตในห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ และดำเนินการผลิตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย อาทิ มาตรการสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยในโรงงาน สุขอนามัย และการดูแลสวัสดิการของแรงงานรวบรวมพิกัดแปลงจากเกษตรกรและหลักฐานที่ยืนยันการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ถูกต้องตามกฎหมาย และปลอดการทำลายป่าและทำให้ป่าเสื่อมโทรมรวบรวมและจัดเตรียมเอกสารสำหรับกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับ และประเมินความเสี่ยงตลอดห่วงโซ่อุปทานก่อนส่งออก และส่งข้อมูลให้กับทางผู้ประกอบการในสหภาพยุโรป (EU operator) เพื่อจัดทำเอกสาร DDS
ผู้ประกอบการในสหภาพยุโรป (EU operator)เป็นผู้รับผิดชอบหลักตามกฎหมายที่จะต้องยื่นเอกสารนำเข้า รายงานการตรวจสอบวิเคราะห์ความเสี่ยงตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของสินค้า และการดำเนินงานตามกฎหมายของประเทศต้นทางอย่างครบถ้วนประเมินความเสี่ยงและกำหนดมาตรการในการลดความเสี่ยงในกรณีอาจมีเสี่ยงกับเงื่อนไขการทำลายป่าของสหภาพยุโรป
หน่วยงานรัฐสนับสนุนการพัฒนาแพลตฟอร์มร่วม National EUDR Single Window เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลเกษตรกรและแปลงปลูก ที่ดิน สถานะความเสี่ยง เส้นทางผลผลิตจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อสนับสนุนกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับ และการจัดทำเอกสาร DDS ผ่านเว็ปไซต์ www.eudrthai.com  จัดฝึกอบรมและประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความเข้าใจแก่เกษตรกร เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และบุคลากรของภาคธุรกิจเอกชนโดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงหรือข้อจำกัดในการเข้าถึงตลาดของสหภาพยุโรป

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยอาจจำเป็นต้องมีการจำแนกหรือแยกสายการผลิตออกจากกันให้ชัดเจน และมีระบบติดตามแหล่งที่มาของสินค้า เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของสินค้าและวัตถุดิบที่ไม่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาในการผลิตสินค้า และผลิตภัณฑ์ที่จะส่งไปยังกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรป เพื่อป้องการการถูกทำโทษหรือตัดสิทธิ์ในการเข้าถึงตลาดสหภาพยุโรป

ใครมีหน้าที่ในการจัดทำ Due Diligent Statement (DDS)?

นอกเหนือไปจากการดำเนินการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำที่ปลอดการทำลายป่า และการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องภายในประเทศตลอดห่วงโซ่อุปทานการผลิตทั้งหมดแล้ว ผู้ประกอบการยังต้องมีการดำเนินการติดตามตรวจสอบสถานะรอบด้าน (Due diligence) ด้วย โดยกำหนดให้มีการจัดทำรายงาน Due Diligent Statement (DDS) ซึ่งผู้ดำเนินการจากสหภาพยุโรป (EU Operator) เช่น ผู้ประกอบการนำเข้า ผู้ผลิต หรือผู้ส่งออกในสหภาพยุโรป ที่นำวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องเข้าสู่ตลาดสหภาพยุโรปมีหน้าที่ที่จะต้องจัดทำรายงานการประเมินความเสี่ยงและบรรเทาผลกระทบ และส่งแบบฟอร์ม DDS ในแพลตฟอร์มของทางสหภาพยุโรปก่อนที่จะนำเข้าหรือส่งออกสินค้า ในขณะที่ผู้ส่งออกหรือผู้ประกอบการไทยไม่ใช่ผู้ที่ดำเนินการจัดทำแบบฟอร์ม DDS โดยตรงแต่มีหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการในการจัดหาหลักฐานและข้อมูลการตรวจสอบย้อนกลับที่จำเป็นทั้งหมด (เช่น พิกัดทางภูมิศาสตร์ของแปลง วันที่ผลิต และเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง) เพื่อให้ผู้ดำเนินการในสหภาพยุโรปสามารถกรอกแบบฟอร์ม DDS ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ดังนั้นผู้ประกอบการไทยจึงมีหน้าที่ในการจัดเตรียมและสนับสนุนเอกสารที่เกี่ยวข้องแก่ผู้ประกอบการในสหภาพยุโรป (EU operator) รวมถึงดำเนินการแยกสายการผลิตต่างๆ เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของสินค้าตลอดห่วงโซ่อุปทานการผลิตที่ดำเนินการตามกฎระเบียบ EUDR สำหรับส่งออกไปยังสหภาพยุโรป

ความพร้อมและการปรับตัวของเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยพร้อมหรือยัง?

สำหรับผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีทรัพยากรในการดำเนินการอาจไม่น่าเป็นห่วง เนื่องจากมีศักยภาพในการปรับตัวสูงมีเงินทุนและบุคลากรเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานในการสร้างความเข้าใจกับเกษตรกร การจัดทำและรวมรวมข้อมูลเกษตรกร ในบางกรณีมีการพัฒนาแพลตฟอร์มของตัวเองเพื่อใช้สำหรับเพื่อตรวจสอบย้อนกลับ รวมถึงอาจมีประสบการณ์ในการจัดทำรายงานต่างๆ จากการขอมาตรฐานรับรองระดับสากลสำหรับการผลิตที่มีความยั่งยืน และผลิตภัณฑ์ป่าไม้และไม้แปรรูป เช่น FSC (Forest Stewardship Council) PEFC (Programme for the Endorsement of Forest Certification) SCCS (RSPO Supply Chain Certification) เป็นต้น ซึ่งจะมีการตรวจสอบย้อนกลับ การป้องกันการปะปน และการสร้างความโปร่งใสในการดำเนินงานที่ใส่ใจกับประเด็นทางด้านสิ่งแวดล้อม

ในทางกลับกันผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เป็นกลุ่มที่อาจจะมีข้อจำกัดทั้งในด้านประสบการณ์และทักษะในการเก็บรวบรวมและจัดทำเอกสาร การเข้าถึงเครื่องมือ (แพลตฟอร์มกลาง) เงินทุน และการเตรียมบุคลากรที่จำเป็นต่อการดำเนินการเพื่อรองรับกับกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทานการผลิต ซึ่งอาจทำให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมเผชิญกับความเสี่ยงในการรักษาและเข้าถึงตลาดของสหภาพยุโรป นอกจากนี้เกษตรกรส่วนใหญ่ยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมาย EUDR ที่อาจส่งผลกระทบกับตัวเกษตรกร ซึ่งส่วนใหญ่มักมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว และเกษตรกรบางส่วนยังขาดความเชื่อมั่นในการยินยอมให้ข้อมูลแก่ผู้ประกอบการเพื่อใช้ในการรวบรวมและจัดทำเอกสาร ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสถาบันการศึกษาจึงอาจเข้ามามีบทบาทช่วยหนุนเสริมการเตรียมความพร้อมแก่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก และสร้างความเข้าใจแก่เกษตรกรเพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการตามกรอบ EUDR จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทยทั้งรายใหญ่และรายย่อย ช่วยรักษาโอกาสในการแข่งขันและช่วยสร้างโอกาสในการเข้าถึงตลาดสหภาพยุโรป และช่วยสร้างขีดความสามารถในการปรับตัวเพื่อรับมือกับการแข่งขันในตลาดโลกจากมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษีอื่นๆ ในอนาคต


Comments

No comments yet. Why don’t you start the discussion?

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Are you human? Please solve:Captcha