สรุปตลาดอสังหาฯ ครึ่งปีแรก 2569 และแนวโน้มครึ่งปีหลัง


​สินค้าอสังหาริมทรัพย์หลักยังเป็นที่อยู่อาศัย โดยในครึ่งแรกของปี 2569 นี้พัฒนามากกว่าครึ่งแรกของปี 2568 และคาดว่าทั้งปี แม้จำนวนหน่วยจะน้อยกว่าปี 2568 แต่มูลค่ากลับสูงกว่า คาดว่าในครึ่งหลังของปี 2569 นี้ สถานการณ์น่าจะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย

​ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส กล่าวว่า ณ กลางปี 2569 ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ยังมีโครงการที่อยู่อาศัยทั้งหมด 3,098 โครงการที่ยังเปิดขายในตลาด ทั้งนี้มีอยู่ 2,670 โครงการที่ยังมีหน่วยขายเกินกว่า 20 หน่วยอยู่ ซึ่งอนุมานได้ว่าโครงการเหล่านี้ยังคงมีกิจกรรมการขายและการตลาดตามปกติอยู่ในขณะนี้ ​ในระหว่างครึ่งแรกของปี 2569 นี้ มีโครงการที่หยุดการขายเพิ่มขึ้น 6 โครงการ รวมจำนวนหน่วยขาย 4,136 หน่วย มีมูลค่ารวมกัน 23,939 ล้านบาท ในกรณีนี้ชี้ให้เห็นว่าตลาดที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ยังไม่ได้รับความเสียหายจากปัญหาเศรษฐกิจที่เติบโตช้าเพราะจำนวนโครงการที่ประสบปัญหายังมีไม่มากนัก ในครึ่งหลังของปี 2568 มีโครงการที่ปิดการขายไป 8 โครงการ รวมหน่วยขาย 3,964 หน่วย เป็นเงิน 17,880 ล้านบาท แสดงว่าในรอบ 1 ปีที่ผ่านมากก็ยังมีโครงการที่ประสบปัญหาไม่มากนัก สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยยังไม่ถึงขั้นวิกฤติ ​ที่ผ่านมาโครงการที่หยุดชะงักไป

  • ราวหนึ่งในสาม (31%) เป็นเพราะโครงการไม่ผ่านการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)
  • อีกประมาณ 22% เป็นเพราะขายไม่ออกเพราะรูปแบบสินค้าไม่เหมาะสมกับตลาดและทำเลนั้นๆ
  • 19% หยุดเพราะสถาบันการเงินไม่อำนวยสินเชื่อ
  • 7% เพราะทำเลไม่เหมาะสมกับการพัฒนา เป็นต้น

​ดร.โสภณ พรโชคชัย กล่าวว่าในห้วง 6 เดือนแรกของปี 2569 ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวนโครงการที่เปิดใหม่ส่วนใหญ่ถึง 95% เป็นที่อยู่อาศัย นอกนั้นเป็นโครงการเชิงพาณิชย์ และอุตสาหกรรม ในส่วนของที่อยู่อาศัยมีจำนวนรวม 97 โครงการ ลดลงกว่า 6 เดือนแรก ปี 2568 จำนวน 18 โครงการ หรือลดลง -15.7% (6 เดือนแรก ปี 68 มีจำนวน 115 โครงการ) และใน 6 เดือนแรก ปี 2569 นี้ มีจำนวนหน่วยขายรวม 17,045 หน่วย กลับเพิ่มขึ้น 1,561 หน่วย หรือ 10.1% (6 เดือนแรก ปี 68 มีจำนวน 15,484 หน่วย) ใน 6 เดือนแรก ปี 2569 มีมูลค่าโครงการรวม 152,742 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41,512 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 37.3% (6 เดือนแรก ปี 2568 มีมูลค่า 110,230 ล้านบาท)

​กรณีนี้ชี้ว่า

​1. ขนาดของโครงการเปิดใหม่เพิ่มขึ้น โดยในปี 2569 โครงการที่อยู่อาศัยโครงการหนึ่งๆ มีจำนวนหน่วยอยู่ราว 176 หน่วย (17,045 หน่วยจาก 97 โครงการ) แต่ในปี 2568 โครงการหนึ่งๆ มีขนาด 135 หน่วย (15,484 หน่วยจาก 115 โครงการ) ที่เป็นเช่นนี้เพราะในปี 2569 นี้มีการเปิดตัวห้องชุดมากเป็นพิเศษ จึงมีหน่วยขายต่อโครงการมากกว่าทั่วไป

​2. การที่ราคาเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 7.172 ล้านบาทต่อหน่วยในปี 2568 เป็น 8.906 ล้านบาทในปี 2569 นั้น แสดงว่าราคาที่อยู่อาศัยปรับตัวสูงขึ้น สินค้าราคาถูกสามารถขายได้ลดลง กำลังซื้อของสินค้าราคาถูกลดลงนั่นเอง

​ดร.โสภณคาดการณ์ว่าในปี 2569 ทั้งปี จำนวนหน่วยที่อยู่อาศัยที่เปิดใหม่ในปี 2569 จะมีจำนวน 35,795 หน่วย น้อยกว่าปี 2568 ทั้งปีที่เปิดตัว 41,490 หน่วยหรือเท่ากับลดลง 13.7% ส่วนมูลค่าการพัฒนาในปี 2569 กลับจะมากกว่าปี 2568 คือเพิ่มจาก 290,615 ล้านบาท เป็น 320,758 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 10.4% ตามเหตุที่ราคาเฉลี่ยต่อหน่วยเพิ่มขึ้นนั่นเอง

​ในอนาคตการสร้างสินค้าราคาปานกลางค่อนข้างถูก และราคาปานกลางคงเป็นไปได้ยาก เพราะกำลังซื้อของผู้ซื้อบ้านหดหายไปมากตามภาวะเศรษฐกิจหดตัวลง ทั้งนี้ยกเว้นห้องชุดราคาถูก เช่น ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทที่ได้รับการส่งเสริมจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน แต่ก็มีผู้ประกอบการจำนวนน้อยที่สามารถสร้างที่อยู่อาศัยในระดับราคาถูกเช่นนี้ได้ ในทางตรงกันข้าม สินค้าราคาแพง สำหรับตลาดระดับบนยังสามารถขายได้พอสมควร เพราะยังได้รับผลกระทบน้อยกว่านั่นเอง

​ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีจำนวนหน่วยที่ขายได้ 26,780 หน่วย โดย 14,439 หน่วย (53.9% ของหน่วยที่ขายได้ทั้งหมด) เป็นห้องชุดพักอาศัย รวมมูลค่า 70,407 ล้านบาท (46.8%) รองลงมาก็คือ ทาวน์เฮาส์ซึ่งขายได้ 6,820 หน่วย (25.5%) รวมมูลค่า 21,362 ล้านบาท (14.2%) ส่วนบ้านเดี่ยวขายได้ 3,393 หน่วย (12.7%) รวมมูลค่า 46,313 ล้านบาท หรือ 30.8% ของมูลค่าที่ขายได้ทั้งหมดในครึ่งแรกของปี 2569

​เมื่อปี 2568 ทั้งปีที่อยู่อาศัยในมือของผู้ประกอบการทั้งหมด ขายได้ 50,472 หน่วย แต่ครึ่งแรกของปีนี้ขายได้ถึง 26,780 หน่วย ดร.โสภณคาดการณ์ว่าปี 2569 ทั้งปี น่าจะขายได้รวมประมาณ 57,000 หน่วย มากกว่าของปีที่แล้ว นี่แสดงว่าสินค้าที่อยู่อาศัยคงค้างถูกดูดซับไปตามลำดับ การที่มีการเปิดตัวที่อยู่อาศัยใหม่ลดลงนั้น ในแง่หนึ่งแสดงว่าตลาดหดตัว แต่ในอีกแง่หนึ่งก็แสดงว่าไม่เกิดฟองสบู่ จึงไม่มีโอกาสที่ฟองสบู่จะแตกแต่อย่างใด
​ณ กลางปี 2569 ยังมีหน่วยขายที่อยู่อาศัยรอคนมาซื้ออยู่ 210,112 หน่วยซึ่งยังถือว่ามีจำนวนมหาศาล และต้องใช้เวลาอีก 49.5 เดือนจึงจะขายหมด (หากไม่มีการเปิดตัวโครงการใหม่เลย) สินค้าที่เหลือรอการขายมากที่สุดไม่ใช่ห้องชุดพักอาศัย แต่กลับเป็นทาวน์เฮาส์ ที่มีมากถึง 68,831 หน่วย (32.8%) รองลงมาจึงเป็นห้องชุดพักอาศัยจำนวน 61,543 หน่วย (29.3%) และตามด้วยบ้านเดี่ยว 51,739 หน่วย หรือ 24.6% จะเห็นได้ว่าห้องชุดขายได้ดีเพราะสามารถใช้อยู่อาศัยและปล่อยเช่าได้ง่ายด้วย

​ในครึ่งหลังของปี 2569 ดร.โสภณเชื่อว่าสถานการณ์น่าจะดีกว่าช่วงแรกปี 2569 ปกติในช่วงครึ่งหลังจะมีการระดมเปิดตัวโครงการใหม่ๆ อีกมาก และขณะนี้ยังมีโครงการรอเปิดตัวใหม่อีก 399 โครงการ แต่อาจไม่ได้เปิดทั้งหมดเพราะภาวะตลาดยังไม่แจ่มใสเท่าที่ควร ทั้งนี้สินค้าที่รอเปิดมากที่สุดก็คือบ้านเดี่ยว 136 โครงการ (34%) ตามด้วยอาคารชุดจำนวน 130 โครงการ (33%) และทาวน์เฮาส์ 115 โครงการ (29%) นอกนั้นเป็นที่อยู่อาศัยแบบอื่นๆ

​ถ้าเศรษฐกิจของประเทศมีพัฒนาการที่ดีขึ้น ตลาดอสังหาริมทรัพย์น่าจะฟื้นตัวได้ดี แต่คาดว่าเศรษฐกิจไทยก็ยังทรงตัวอยู่แบบนี้ การพัฒนาที่อยู่อาศัยและอสังหาริมทรัพย์อื่นจึงไม่คึกคักเท่าที่ควร การที่ในอดีตเคยพัฒนาที่อยู่อาศัยใหม่ๆ จำนวนถึงหนึ่งแสนหน่วยต่อปีในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จึงไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต


Comments

No comments yet. Why don’t you start the discussion?

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Are you human? Please solve:Captcha