เรียบเรียงโดย ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย

ลองจินตนาการถึงมื้ออาหารแสนธรรมดาที่มีผักสดกรอบอย่างแตงกวา มะเขือเปราะ บวบ หรือผลไม้ตามฤดูกาลอย่างมะม่วง หรือแม้แต่ข้าว อาหารจานหลักของเรา รวมทั้งสัตว์น้ำในแม่น้ำสายต่างๆ ที่เป็นแหล่งโปรตีนสำคัญ หรือแม้แต่น้ำบริภาค ผลผลิตที่ดูเหมือนจะอุดมสมบูรณ์และดีต่อสุขภาพเหล่านี้ อาจกำลังซ่อนภัยเงียบที่ไร้กลิ่นและไร้รสชาติเอาไว้แบบที่เราคาดไม่ถึง โดยภัยเหล่านั้นเกิดขึ้นภายใต้ความสวยงามของสายน้ำในลุ่มน้ำกก แม่น้ำรวก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขงที่ต้องเผชิญกับวิกฤตมลพิษจาก “โลหะหนัก” โดยเฉพาะสารหนูที่เกินค่ามาตรฐานกำลังก่อตัวและแทรกซึมเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารอย่างแนบเนียน นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของน้ำที่ขุ่นมัวจากการพัฒนาอุตสาหกรรม แต่คือภัยคุกคามทางสุขภาพที่กำลังถูกส่งตรงถึงโต๊ะอาหารที่หลีกเลี่ยงได้ยาก หากเรายังคงมองว่านี่เป็นเพียงปัญหาไกลตัว
จากรายงานและข้อมูลการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ได้ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ตัวเลขที่ปรากฏสะท้อนความจริงที่น่าตกใจ โดยเฉพาะในช่วงฤดูน้ำหลากที่พบว่าการปนเปื้อนของสารหนูทั้งในน้ำและตะกอนดินมีค่าเกินมาตรฐาน ผลการตรวจตะกอนดินในลำน้ำสำคัญทั้งแม่น้ำกก แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง พบว่ากว่าครึ่งหนึ่ง หรือ 12 จาก 21 จุด มีสารหนูเกินระดับที่ปลอดภัยต่อสัตว์หน้าดิน โดยจุดที่วิกฤตที่สุดพบค่าพุ่งสูงถึง 111 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งเกินกว่ามาตรฐานไปหลายสิบเท่า วิกฤตนี้ได้ลุกลามจากสายน้ำขึ้นสู่แปลงเกษตรอย่างชัดเจน รวมทั้งน้ำอุปโภคและบริโภค
โดยเร็วๆนี้ มีการเผยแพร่ผลการสุ่มตรวจพืชผลทางการเกษตรในพื้นที่รับน้ำ อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ทั้ง 6 ครั้ง พบการปนเปื้อนของแคดเมียม สารหนู และตะกั่ว เกินค่ามาตรฐานทุกครั้ง แตงกวาบางตัวอย่างมีแคดเมียมสูงถึง 0.365 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนดไว้
สาเหตุสำคัญที่ทำให้สถานการณ์ทวีความรุนแรง เมียนมาร์ที่อยู่เป็นผลกระทบข้ามพรมแดนจากการขยายตัวของการทำเหมืองแร่ในประเทศต้นน้ำ เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน กระแสน้ำหลากได้พัดพาเอาสารปนเปื้อนที่ยึดเกาะกับตะกอนดินระบาย ทะลักเข้ามาสะสมในพื้นที่ปลายน้ำอย่างประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ตะกอนใต้น้ำเหล่านี้กลายเป็นแหล่งสะสมพิษระยะยาว เมื่อเกษตรกรจำเป็นต้องสูบน้ำไปใช้ทำนาทำสวน หรือปลูกพืชบนดินที่ทับถมด้วยตะกอน โลหะหนักจึงถูกดูดซับเข้าไปสะสมในเนื้อเยื่อพืชผัก ในขณะเดียวกัน หน่วยงานระดับพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังกลับต้องเผชิญกับข้อจำกัดทั้งด้านกำลังคนและงบประมาณ ทำให้การตรวจสอบมักหยุดอยู่แค่การพบสารปนเปื้อนที่ปลายทาง แต่ยังขาดแผนการจัดการตลอดห่วงโซ่อาหารอย่างเป็นระบบ ประเด็นสำคัญในระดับนานาชาติที่จะต้องหารือในการหยุดยั้งการระบาดมลพิษจากแหล่งกำเนิด การจะคลี่คลายวิกฤตนี้ได้ เราต้องปรับเปลี่ยนมุมมองและมองหาอนาคตการรับมือกับวิกฤตนี้ต้องการโครงสร้างการทำงานใหม่โดบบูรณาการและร่วมมือ
- ระบบข้อมูลที่เป็นหนึ่งเดียว (Single Command Data): ข้อมูลจากการตรวจวัดต้องเชื่อมโยงจากห้องปฏิบัติการ สู่ศูนย์ประสานข้อมูลส่วนกลาง เพื่อประเมินความเสี่ยงและแจ้งเตือนภัยได้อย่างทันท่วงทีจะต้องดำเนินการให้เป็นมาตรฐานและเกิดการยอมรับ
- การสื่อสารความเสี่ยงที่ตรงจุด: ชุมชนผู้ใช้น้ำ เกษตรกร และกลุ่มเปราะบาง (เด็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ) ต้องได้รับข้อมูลความจริงและข้อปฏิบัติที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดความหวาดระแวง แต่เกิดความเข้าใจในการป้องกันตนเอง
- การทูตเชิงสิ่งแวดล้อม: ปัญหานี้ไม่สามารถแก้ได้ด้วยประเทศไทยเพียงลำพัง ต้องอาศัยกลไกความร่วมมือข้ามพรมแดน เช่น กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลกิจกรรมต้นน้ำ การควบคุมและ
กำกับแหล่งกำเนิดมลพิษประเภทการทำเหมือนให้เป็นระเบียบสากล โปร่งใส ตรวจสอบได้ ตรวจวัดคุณภาพน้ำร่วมกัน และดำเนินมาตรการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษข้ามชาติอย่างจริงจัง
ผลกระทบจากโลหะหนักในแม่น้ำกก แม่น้ำรอก แม่น้ำสาย และ แม่น้ำโขง ไม่ใช่เรื่องไกลตัว วิกฤตครั้งนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ความร่วมมือเพื่อความปลอดภัยของอาหารและผลกระทบต่อสุขภาพของผู้คนจำเป็นต้อง
และไม่ใช่ปัญหาที่ภาครัฐจะรับมือได้เพียงลำพัง ความปลอดภัยของในสังคมกำลังถูกคุกคาม สายน้ำที่เคยหล่อเลี้ยงชีวิตและสร้างความอุดมสมบูรณ์ กำลังกลายเป็นเส้นทางที่นำพาสารพิษมาสู่ครอบครัว การตระหนักรู้และเข้าใจถึงภัยเงียบที่แฝงมากับมื้ออาหาร จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการมองเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ เพื่อไม่ให้สายน้ำแห่งชีวิตต้องกลายเป็นเพียงสายน้ำที่นำพาวิกฤตมาสู่สุขภาพของสังคมไทยในอนาคต”
ติดตามข่าวสาร สถาบันสิ่งแวดล้อมไทยได้ที่ : สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
