
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) เปิดเผยผลสำรวจสถานการณ์สิ่งแวดล้อมประจำปี “คนไทยกับสิ่งแวดล้อม 2568” สะท้อนสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญ เมื่อปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป โดยผลสำรวจชี้ชัดว่าคนไทยส่วนใหญ่กำลังเผชิญกับผลกระทบโดยตรงทั้งสุขภาพและทรัพย์สิน พร้อมส่งเสียงเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งบังคับใช้ “กฎหมายอากาศสะอาด” อย่างจริงจัง เพื่อกู้วิกฤตคุณภาพชีวิตคืนมา
จากการสำรวจความคิดเห็นประชาชนจำนวนกว่าหนึ่งพันคนครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาค ทุกช่วงอายุของประเทศไทยกว่า 1,120 คน พบว่าสถานการณ์สิ่งแวดล้อมในปี 2568 กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่และทรัพย์สินต่อประชาชนอยู่ในภาวะที่น่ากังวลมาก โดยประชาชนให้ความสำคัญกับ “มลพิษทางอากาศ (PM2.5)” เป็นอันดับ 1 สูงถึงร้อยละ 42 เนื่องจากเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างรุนแรง รองลงมาคือความกังวลเรื่อง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) หรือภาวะโลกเดือด ร้อยละ 22 และปัญหามลพิษขยะและของเสีย ร้อยละ 15 ตามลำดับ ซึ่งตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ภัยคุกคามทางอากาศและสภาวะโลกร้อนคือสิ่งที่คนไทยกำลังหวาดกลัวมากที่สุด

“ผลสำรวจปีนี้ชี้ชัดว่าวิกฤตสิ่งแวดล้อมเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตและความอยู่รอด ความกังวลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นตัวเร่งให้ไทยต้องทบทวนเป้าหมาย Net Zero ให้กระชับและเข้มข้นขึ้นเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์โลกเดือด การมีแผนอย่างเดียวไม่เพียงพอแต่ต้องยกระดับสู่การปฏิบัติตามแผนให้เกิดผลสัมฤทธิ์ทันที ขณะเดียวกันประชาชนส่วนใหญ่มีกังวลเรื่อง PM2.5บ่งบอกว่าประชาชนไม่ได้ต้องการเพียงแค่การเยียวยา แต่ต้องการเห็น ‘โครงสร้างการจัดการ’ ที่เป็นระบบและบังคับใช้ได้จริงรวมทั้งความตื่นตัวของประชาชนต่อกฎหมายอากาศสะอาด สามารถบ่งบอกว่าสังคมไทยพร้อมสำหรับการปฏิรูปโครงสร้างการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง และเป็นวาระเร่งด่วนที่ภาครัฐต้องตอบสนอง”
และเมื่อเจาะลึกถึงเหตุการณ์สิ่งแวดล้อมที่ประชาชน “เกาะติดและกังวลใจ” มากที่สุดในรอบปี พบว่าเหตุการณ์ “มหาอุทกภัยหาดใหญ่และภาคใต้” ถูกพูดถึงเป็นอันดับแรก ร้อยละ 46 เนื่องจากเป็นภัยธรรมชาติที่สร้างความเสียหายรุนแรงในรอบหลายสิบปี ในขณะที่ความกังวลเรื่อง “ฝุ่น PM2.5 และอุบัติเหตุโรงงานสารเคมี” ตามมาเป็นอันดับ 2 ร้อยละ 33 สะท้อนถึงความไม่เชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน
ขณะเดียวกัน เสียงสะท้อนประชาชนสู่นโยบาย ก่อนการเลือกตั้ง 2569 ความต้องการของภาคประชาชนกว่าร้อยละ 57 ต้องการให้เร่งผลักดัน “กฎหมายอากาศสะอาด (Clean Air Act)” เป็นวาระแห่งชาติ ต้องการให้ออกมาบังคับ
ใช้โดยเร็วที่สุด เพื่อแก้ปัญหาฝุ่นพิษและการเผาป่าอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ ประชาชนร้อยละ 51 ยังต้องการเห็นการ “จัดการน้ำทั้งระบบ” เพื่อแก้ปัญหาผังเมืองและผังน้ำดำเนินการอย่างบูรณาการทั้งระบบนโยบายและระดับพื้นที่ เพื่อ ป้องกันน้ำท่วมและภัยแล้งซ้ำซาก อย่างยั่งยืน
อย่างไรก็ดี ผลสำรวจยังได้สอบถามถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนไทยในการมีส่วนร่วมดูแลและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งพบว่าพฤติกรรมที่ปรับเปลี่ยนอันดับ 1 คือ การลดขยะพลาสติก การแยกขยะ และการพกแก้วส่วนตัว ซึ่งมีผู้ปฏิบัติสูงถึงร้อยละ 47 ตามมาด้วยการสนับสนุนสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ร้อยละ 31 แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคยุคใหม่พร้อมที่จะปรับตัวเพื่อรักษาโลก หากได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม

ทั้งนี้ ผลสำรวจยังทิ้งท้ายด้วยข้อเสนอแนะถึงภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยประชาชนต้องการเห็น “การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้นและไม่เลือกปฏิบัติ” โดยเฉพาะกับกลุ่มนายทุนหรือโรงงานที่ปล่อยมลพิษ รวมถึงการเร่งปลูกฝังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมให้ลึกซึ้งในทุกช่วงวัย เพื่อให้การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของไทยก้าวข้ามจากการ “ตามแก้” ไปสู่การ “ป้องกัน” ได้อย่างยั่งยืน
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ในฐานองค์กรพัฒนาเอกชนที่ขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อม และทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม ชุมชน ตั้งแต่ระดับพื้นที่จนถึงระดับนโยบาย พร้อมที่จะนำเสียงสะท้อนจากผลสำรวจนี้ ขับเคลื่อนงานวิชาการและประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อเปลี่ยนความตระหนักรู้ให้เป็นการลงมือทำ และผลักดันให้การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยเกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืน เพราะเรื่องของสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องของเราทุกคน

