
ต้องยอมรับว่าสถานการณ์วิกฤตขยะพลาสติกในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อภูมิภาคอาเซียนและภูมิภาคอาเซียนกำลังเผชิญกับวิกฤตขยะพลาสติกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รายงานสถานการณ์ขยะทะเลระดับโลกล่าสุดจากสำนักเลขาธิการอาเซียนและองค์กรระหว่างประเทศ ชี้ชัดว่าภูมิภาคอาเซียนคือหนึ่งในพื้นที่วิกฤต โดยประเทศสมาชิกสร้างขยะพลาสติกรวมกันกว่า 31 ล้านตันต่อปี และ 6 ใน 10 ของประเทศที่ก่อมลพิษขยะพลาสติกทางทะเลสูงสุดต่างก็อยู่ในภูมิภาคนี้ ขณะเดียวกันสถานการณ์ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากประเทศจีนประกาศระงับการนำเข้าขยะพลาสติกในปี พ.ศ. 2560 ส่งผลให้ขยะพลาสติกจำนวนมหาศาลทะลักเข้ามายังภูมิภาคอาเซียน ซึ่งสร้างภาระหนักให้กับระบบการจัดการขยะของแต่ละประเทศที่ยังไม่พร้อมรองรับ ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศทางทะเล สุขภาพของประชาชน และวิถีชีวิตของชุมชนชายฝั่ง

จากวิกฤตขยะพลาสติกที่ทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบข้ามพรมแดนธนาคารโลก (World Bank) จึงได้สนับสนุนโครงการ Southeast Asia Regional Program on Combating Marine Plastics (SEA-MaP) ซึ่งดำเนินงานโดยสำนักเลขาธิการอาเซียนเพื่อรับมือกับวิกฤตดังกล่าว โดยก่อนหน้านี้ โครงการ SEA-MaP ได้ผลักดันกลไกสำคัญในภูมิภาคหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำคู่มือกลยุทธ์การสื่อสารเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การพัฒนามาตรฐานและข้อกำหนดทางเทคนิคสำหรับบรรจุภัณฑ์พลาสติก ไปจนถึงการสนับสนุนหลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) และมาตรการลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (SUP)
ในปัจจุบัน การค้าขยะพลาสติกและการรีไซเคิลในภูมิภาคยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง อาเซียนจึงเล็งเห็นความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดทำแนวทางกำกับดูแลที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม และสอดคล้องกัน เพื่อไม่ให้ภูมิภาคนี้เป็นเพียงแหล่งรองรับขยะ แต่ต้องเป็นผู้นำด้านการจัดการอย่างยั่งยืน ล่าสุดเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ได้ร่วมกับ British Standards Institution (BSI) จัดการประชุมหารือทางเทคนิคเพื่อพัฒนา “แนวทางในการจัดการขยะพลาสติกและการค้าในระดับภูมิภาคอาเซียน เพื่อให้ประเทศต่างๆ ได้มีแนวทางดำเนินการตามกฎหมายในประเทศ และกฎหมายระหว่างประเทศ ได้แก่ข้อตกลงบาเซล (Basel Convension) ว่าด้วยการเคลื่อนย้ายสารเคมีและของเสียอันตรายข้ามพรมแดน ที่จะต้องมีการแจ้งและการสำแดงให้ชัดเจน รวมทั้งการเตรียมตามข้อตกลงพลาสติกโลก (Global Plastic Treaty) ที่จะมีผลบังคับเร็วๆนี้
“คู่มือฉบับนี้ถูกเรียกว่า “The Regional Guidebook on Standards for Responsible Plastic Waste Trade, Sorted Plastics, and Recycled Plastics” ออกแบบมาเพื่อให้ประเทศสมาชิกมีแนวทางดำเนินการจัดการขยะทะเล ที่สอดคล้องกับกฎหมายภายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ และมุ่งพัฒนามาตรฐานระดับภูมิภาคสำหรับการค้าขยะพลาสติกและการรีไซเคิลอย่างรับผิดชอบ”
การประชุมหารือเชิงปฏิบัติการได้เกิดขึ้นที่ประเทศฟิลิปปินส์ มีผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียน หน่วยงานกำหนดมาตรฐาน หน่วยงานศุลกากร และผู้เชี่ยวชาญ ได้ร่วมกันพิจารณาร่างคู่มือฉบับสมบูรณ์ พร้อมทดสอบเครื่องมือเชิงปฏิบัติ อาทิ รายการตรวจสอบ (Checklists) ผังกระบวนการตัดสินใจ (Decision Trees) และแนวทางการสุ่มตัวอย่างและการทดสอบ เพื่อประเมินความชัดเจนและความเหมาะสมต่อการนำไปใช้จริงเพื่อให้คู่มือฉบับนี้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
โดยผู้เชี่ยวชาญที่เข้าร่วมได้เน้นย้ำถึงจุดมุ่งหมายสำคัญว่า การพัฒนาคู่มือจะต้องมีความเข้มแข็งทางวิชาการและเทคนิค ควบคู่ไปกับความสามารถในการนำไปปฏิบัติได้จริง โดยมีเครื่องมือสนับสนุนต่างๆ เป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้หน่วยงานกำกับดูแลและภาคอุตสาหกรรมในแต่ละประเทศมีแนวปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งภูมิภาค ทิศทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับมุมมองของ
“ในการประชุมผู้เชี่ยวชาญจากประเทศต่างๆ ได้สะท้อนมุมมองที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของประเทศสมาชิกอาเซียนในการเร่งแก้ไขปัญหาขยะทะเล โดยเชื่อมั่นว่าคู่มือระดับภูมิภาคฉบับนี้จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการดำเนินงานภายในประเทศให้มีประสิทธิภาพ และสร้างความสอดคล้องในการจัดการขยะพลาสติกระดับภูมิภาคอย่างแท้จริง และสำหรับสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย มองว่าคู่มือระดับภูมิภาคฉบับนี้เป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือของอาเซียนด้านการจัดการขยะพลาสติกอย่างรับผิดชอบ การยกระดับมาตรฐานและกระบวนการตรวจสอบจะช่วยคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการอำนวยความสะดวกทางการค้าอย่างโปร่งใส”
หลังจากนี้ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึง ภาคอุตสาหกรรมในทุกประเทศสมาชิกอาเซียน จะต้องตระหนักถึงบทบาทของตนเอง เตรียมความพร้อม และนำคู่มือฉบับนี้ไปบูรณาการใช้จริง เพื่อร่วมกันยกระดับมาตรฐานและสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
ติดตามข่าวสาร สถาบันสิ่งแวดล้อมไทยได้ที่ : สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย


