บริหารการท่องเที่ยวให้ดีต้องคิดให้ยาว


ประเทศไทยเป็นประเทศที่หาจุดขายทางเศรษฐกิจใหม่ได้ยาก  เราไม่ได้มีเทคโนโลยีระดับโลกแบบญี่ปุ่นหรือเกาหลี ไม่ได้มีตลาดขนาดมหึมาแบบจีนหรืออินเดีย และไม่ได้มีแอพพลิเคชัน แพลตฟอร์มหรือ AI ล้ำยุคแบบอเมริกา จะพึ่งพาการเกษตรก็มูลค่าเพิ่มไม่สูง จะพึ่งพาแรงงานก็จำนวนประชากรลดลงเสียอีก สิ่งที่ประเทศไทยมี และทำได้ดีมาโดยตลอด คือ การท่องเที่ยว

ประเทศไทยได้รับการยอมรับบนเวทีการท่องเที่ยวโลก หลังได้รับรางวัลจากเวที ITB Berlin 2026 ซึ่งจัดขึ้นที่กรุง Berlin ประเทศเยอรมัน ได้แก่รางวัล Green Destinations Story Awards และ Green Destinations Awards 2026 ที่สะท้อนความก้าวหน้าของประเทศไทยในการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน 

การเข้าร่วมงานครั้งนี้นำโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย Tourism Authority of Thailand (TAT) ซึ่งได้สื่อสารทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ที่มุ่งเน้นการสร้างจุดหมายปลายทางคุณภาพสูง พร้อมคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ชุมชนท้องถิ่น และความยั่งยืนในระยะยาว 

ธรรมชาติที่สวยงาม อาหารที่มีเอกลักษณ์ ผู้คนที่มีอัธยาศัยไมตรี ทั้งหมดนี้ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของโลก แต่ความสำเร็จนี้เอง กำลังกลายเป็นดาบสองคม ไม่ใช่เรื่องของรายได้ แต่เป็นเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ และ ขยะล้นเมือง เมื่อจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นต้นทุนของการท่องเที่ยว ก็เริ่มเสื่อมโทรมลง ชายหาดถูกใช้งานหนัก แนวปะการังถูกทำลาย และขยะจากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ เรากำลังใช้ทรัพยากรในวันนี้ เพื่อขายอนาคตของเราเอง นี่คือเหตุผลที่คำว่า “การท่องเที่ยวยั่งยืน” ไม่ใช่เพียงคำสวยหรูในงานสัมมนา แต่เป็นเรื่องจำเป็นที่สุดของประเทศไทย

ยกตัวอย่างให้ลองนึกตามสองกรณี กรณีแรก ผมซื้อน้ำอัดลม และไอศกรีมชาเขียวกินที่เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น กินหมดแล้วเหลือกระดาษห่อ และกระป๋อง ผมจึงเดินหาถังขยะริมถนน ปรากฏว่าไม่มี เดินไปร้านขายขนมจะขอทิ้งขยะ เค้าบอกขยะไม่ได้มาจากร้านเขา เดินเข้าห้องน้ำสาธารณะก็ไม่มีถังขยะ เลยต้องนำขยะทั้งหมดเก็บใส่กระเป๋าเป้นำกลับมาทิ้งที่โรงแรม

กรณีที่สอง ลองคิดว่าถ้าผมเดินกินอาหารริมถนนในจังหวัดหนึ่งในประเทศไทย กินหมดแล้วเหลือถุงพลาสติก และไม้เสียบลูกชิ้น หากไม่มีถังขยะริมถนน คาดหมายได้ว่าน่าจะมีขยะกองไว้ใต้ต้นไม้เป็นหย่อมๆ พร้อมที่จะให้เราเอาขยะไปวางเพิ่มเติมได้โดยทันที แล้วคุณล่ะจะทิ้งไว้ตรงนั้นหรือใส่กระเป๋ากลับบ้าน

นักท่องเที่ยวหลายคนที่ไปเกียวโตหรือเมืองอื่นๆ มักสังเกตเห็นสิ่งหนึ่งเหมือนกัน คือ การหาถังขยะในเมืองญี่ปุ่นไม่ใช่เรื่องง่าย แม้แต่ในห้องน้ำสาธารณะ บางแห่งก็ไม่มีถังขยะให้ทิ้ง ในตอนแรกนักท่องเที่ยวอาจรู้สึกว่าไม่สะดวก แต่แท้จริงแล้วนี่คือแนวคิดการจัดการขยะของญี่ปุ่น เมื่อไม่มีถังขยะอยู่ทุกมุมเมืองผู้คนจึงต้องคิดก่อนว่าจะสร้างขยะหรือไม่ และหากมีขยะก็ต้องเก็บกลับไปทิ้งเอง วิธีคิดนี้ทำให้เกิดวัฒนธรรมที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ “การรับผิดชอบต่อขยะของตัวเอง” เมื่อไม่มีที่ให้ทิ้งก็ต้องคิดก่อนสร้างขยะ จึงเกิดวัฒนธรรมที่เรียกว่า Take your trash home

ผลลัพธ์ก็คือเมืองท่องเที่ยวของญี่ปุ่นจำนวนมากยังคงสะอาด แม้จะมีนักท่องเที่ยวหลายสิบล้านคนต่อปี นี่คือการจัดการการท่องเที่ยวที่ไม่ได้เริ่มจากการแก้ปัญหา แต่เริ่มจากการปลูกฝังพฤติกรรม

นักท่องเที่ยว 1 คน สร้างขยะประมาณ 0.6 – 1.6 กิโลกรัมต่อวัน (https://www.thai-german-cooperation.info/wp-content/uploads/2025/11/Final_Eng-Ver_26112025.pdf?utm_source=chatgpt.com) ในแหล่งท่องเที่ยวบางแห่ง เช่น เกาะท่องเที่ยว ขยะจากนักท่องเที่ยวอาจสูงถึง 1.1 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนว่า การเติบโตของการท่องเที่ยว มักมาพร้อมกับปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่พึ่งพาการท่องเที่ยวสูง โดยก่อนโควิดมีนักท่องเที่ยวมากกว่า 35 ล้านคนต่อปี ลองคิดถึงขยะ และสิ่งปฏิกูลที่เกิดขึ้นในประเทศไทยว่าจะมีมากมายขนาดไหน จากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษปี พ.ศ. 2566 พบว่า ประเทศไทยมีปริมาณขยะมูลฝอยรวมประมาณ 26.95 ล้านตันต่อปี หรือเฉลี่ย 73,840 ตันต่อวัน ซึ่งเท่ากับ 1.12 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน (www.sdgmove.com) ขยะเหล่านี้เทียบได้กับตึกสูงถึง 100 ตึกเลยทีเดียว

การท่องเที่ยวแบบยั่งยืน หมายถึงการสร้างสมดุลระหว่างสามสิ่ง คือ เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และชุมชนท้องถิ่น นักท่องเที่ยวต้องได้รับประสบการณ์ที่ดี ผู้ประกอบการต้องมีรายได้ แต่ธรรมชาติ และวิถีชีวิตของชุมชนก็ต้องไม่ถูกทำลาย และด้วยบริบทคำว่ายั่งยืนทั้งสามสิ่งนั้นต้องคงอยู่ตลอดไปนั่นคือ มาเที่ยวทุกครั้งต้องดีทุกครั้ง รายได้ที่ดีต้องดีไปอย่างยาวนาน และธรรมชาติแวดล้อมต้องถูกรักษาไว้ได้ในระยะยาว

สำหรับประเทศไทย การท่องเที่ยวไม่ใช่แค่ธุรกิจหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจ และถ้าเรายังต้องพึ่งพาเสาหลักนี้ไปอีกหลายสิบปี เราก็ต้องดูแลมันอย่างจริงจัง การท่องเที่ยวที่ดีในอนาคต อาจไม่ใช่การมีนักท่องเที่ยวมากที่สุด แต่คือการมีนักท่องเที่ยวที่เข้าใจคุณค่าของสถานที่ที่เขาไปเยือน เคารพในสถานที่ที่เขาไปเยือน แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือ คนของสถานที่นั้นเคารพสถานที่ของตัวเองแล้วหรือยัง เพราะการท่องเที่ยวที่ดีที่สุดไม่ใช่การใช้ทรัพยากรให้หมดเร็วที่สุด แต่คือการทำให้สถานที่นั้น ยังคงน่าไปเยือนเสมอแม้เวลาจะผ่านไปอีกหลายสิบปี

วันนี้หากคุณมีโอกาสอ่านบทความนี้อยู่ ลองคิดนิดหนึ่งว่าขยะที่คุณทิ้งลงถังไปล่าสุด มันใช้คุ้มหรือยัง มันจะไปที่ไหน มันจะย่อยสลายอย่างไร อย่าปล่อยให้เป็นภาระของลูกหลานเราเลยครับ

บทความโดย นายวีรพล สวรรค์พิทักษ์
Chief Marketing Officer (CMO): ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดของ บริษัท อีมิแน้นท์แอร์ (ประเทศไทย) จำกัด


Comments

No comments yet. Why don’t you start the discussion?

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *