
องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย ร่วมกับ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (Thailand Environmental Institute หรือ TEI) ส่งมอบ “5 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย” ต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนให้ภาคเกษตรไทยรอดพ้นความเสี่ยง และพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสในการยกระดับมาตรฐานสินค้าสู่เวทีสากล ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท
ตลอดระยะเวลา 11 เดือนที่ผ่านมา โครงการเสริมสร้างการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยต่อกฎหมายเพื่อการค้าอย่างยั่งยืนของสหภาพยุโรป (Enhancing readiness of Thailand to facilitate sustainable trade and alignment with EU Due Diligence Regulations: FIT for FAIR project) ได้รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์สถานการณ์ และทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกว่า 23 องค์กร ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สมาคมธุรกิจ สถาบันวิจัยและภาคประชาสังคม ผ่านกระบวนการพัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย จนสามารถตกผลึกเป็น 5 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายหลัก ได้แก่:
- การตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability): ขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล เพื่อตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน ลดความเสี่ยงในการถูกกีดกันทางการค้า
- ความตระหนักรู้และการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชน (Human Rights Due Diligence Awareness): มุ่งเน้น 6 นโยบายย่อย ตั้งแต่การตั้งทะเบียนแรงงานเกษตรนอกระบบ เพิ่มการคุ้มครองแรงงาน นำกลไกรับเรื่องร้องเรียนที่น่าเชื่อถือมาใช้ ไปจนถึงการรวมกลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนท้องถิ่นเข้าสู่ระบบ
- การตรวจสอบสถานะด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Due Diligence): ส่งเสริมแนวปฏิบัติที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Eco-industrial) เสริมความเข้มแข็งในการจดทะเบียน SMEs และยกระดับมาตรฐานใบรับรองความยั่งยืน
- พัฒนาศักยภาพผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลัก (Enhance Competency): เพิ่มพูนทักษะด้านดิจิทัล (Digital Literacy) และการเตรียม “หลักฐานแสดงกระบวนการทำงาน” (Evidence of Procedures) เพื่อรองรับการตรวจสอบ
- ศูนย์ข้อมูลและคลินิกให้คำปรึกษา (Data Repository and Support Clinic): จัดตั้งคลังข้อมูลกลางและคลินิกช่วยเหลือผู้ประกอบการไทย ให้สามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบได้อย่างถูกต้องและไร้รอยต่อ
ภายในพิธีประกาศและส่งมอบข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ซึ่งจัดขึ้น ได้รับเกียรติจาก นาย โยฮันเนส แคร์เนอร์ (Mr. Johannes Kerner) ที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจและการพาณิชย์ สถานเอกอัครราชทูต เยอรมนีประจำประเทศไทย ได้กล่าวถ้อยแถลงถึงความคาดหวังของตลาดยุโรปว่า “ปัจจุบันยุโรปกำลังให้ความสำคัญกับ ความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือของข้อมูล และความรับผิดชอบตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน พร้อมสะท้อนว่าการเตรียมความพร้อมเชิงนโยบายของไทยในวันนี้ จะช่วยให้ภาคธุรกิจไทยรักษาความสามารถในการแข่งขันและความเชื่อมั่นจากคู่ค้าในระยะยาว รวมถึงเปิดโอกาสให้สินค้าไทยก้าวสู่การค้าที่ยั่งยืนมากขึ้น”
นาย ทีโม เมนนิเคน (Mr. Timo Menniken) ผู้อำนวยการ GIZ ประจำประเทศไทย ร่วมกล่าวถ้อยแถลงพิเศษ โดยเน้นว่า “แนวโน้มกฎระเบียบด้านการตรวจสอบสถานะของสหภาพยุโรปกำลังกลายเป็น ‘แนวปฏิบัติใหม่ของการค้าโลก” และประเทศไทยมีพื้นฐานที่แข็งแรง ทั้งด้านศักยภาพภาครัฐ–เอกชนและการพัฒนาเครื่องมือดิจิทัล แต่การเดินหน้าให้สำเร็จต้องอาศัย ความร่วมมือแบบเป็นระบบ และการลงทุนใน “ความพร้อมของผู้ประกอบการรายย่อยและเกษตรกร’ เพื่อไม่ให้เกิดการกีดกันผู้ที่อยู่ต้นน้ำ พร้อมย้ำว่า โครงการ FIT for FAIR Thailand มุ่งสนับสนุนการพัฒนาสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย (Enabling Environment) ให้การปรับตัวเกิดขึ้นได้จริงและเป็นธรรม”
ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) กล่าวย้ำว่า “ถ้าเราไม่ปรับตัววันนี้ ผู้ส่งออกไทยอาจสูญเสียโอกาสในตลาดยุโรปอย่างถาวร 5 นโยบายนี้คือแผนที่นำทางที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่คำแนะนำ แต่คือก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลงจริงข้อเสนอแนะเหล่านี้จะเป็นสะพานสำคัญที่ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย (Enabling Environment) ให้ผู้ประกอบการไทยปรับตัวได้อย่างราบรื่น ไม่เพียงแต่รักษาฐานลูกค้าเดิมในยุโรปไว้ได้ แต่ยังเป็นการจัดวางตำแหน่ง (Positioning) ให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางระดับโลกสำหรับการค้าที่ยั่งยืนและโปร่งใส”
นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการเสวนาเจาะลึกหัวข้อ “ปลดล็อกการค้าแห่งอนาคต: เจาะลึกความพร้อมและแนวปฏิบัติ Due Diligence จากนโยบายสู่แปลงปลูก” โดยผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐและเอกชน และเพื่อให้ข้อเสนอเชิงนโยบายทั้ง 5 ข้อเกิดผลในทางปฏิบัติ TEI และ GIZ ขอเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สมาคมธุรกิจ ผู้ประกอบการ SMEs ผู้ซื้อ/ผู้ส่งออก ตลอดจนองค์กรภาคประชาสังคมและเครือข่ายเกษตรกร ร่วมขับเคลื่อนการปรับตัวของห่วงโซ่อุปทานไทย ผ่านการดำเนินการสำคัญ อาทิ ร่วมพัฒนาแนวทางสนับสนุนเกษตรกรรายย่อยและ SMEs (เช่น) การอบรม การจัดทำหลักฐานกระบวนการทำงาน และเครื่องมือดิจิทัลที่เข้าถึงได้) เสริมกลไกรับเรื่องร้องเรียนและการเยียวยา ให้ใช้งานได้จริงในพื้นที่และเป็นที่เชื่อถือ ร่วมให้ข้อเสนอแนะต่อร่างมาตรการ/แนวปฏิบัติ เพื่อให้การปรับตัว “เป็นธรรมและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”





