โดย : ดร.พิเชษฐ์ หนองช้าง เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.)

“ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีและบริบทสังคมที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ ระบบการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศไทยซึ่งมีประวัติศาสตร์การพัฒนามายาวนานกว่า 30 ปี กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดครั้งหนึ่ง สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ในฐานะองค์กรหลักตามพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 มีความมุ่งมั่นที่จะทลายข้อจำกัดแบบเดิม ๆ เพื่อเดินหน้าขับเคลื่อนวิสัยทัศน์การแพทย์ฉุกเฉินไทยภายใต้แนวคิด “สพฉ. ยุคดิจิทัล เข้าถึงง่าย เน้นความปลอดภัยของประชาชนมาเป็นอันดับแรก” เพื่อส่งมอบการบริการที่มีคุณภาพ มาตรฐาน ทั่วถึง และเท่าเทียมให้กับทุกชีวิตบนผืนแผ่นดินไทยอย่างแท้จริง” ดร.พิเชษฐ์ หนองช้าง เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) และเป็นเลขาคนแรกที่ไม่ได้มาจากจากสายการแพทย์แต่เป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ตรง ที่จะนำพาองค์กร สพฉ. สู่เป้าหมาย เผยถึง ก้าวสำคัญในการพลิกโฉมระบบการแพทย์ฉุกเฉินไทยสู่มิติใหม่ จากสายด่วน 1669 สู่โครงข่ายอัจฉริยะเหนือน่านฟ้าและผืนน้ำ

ดร.พิเชษฐ์ กล่าวต่อไปว่า ในสายตาของประชาชนทั่วไป ภาพจำของ สพฉ. อาจเป็นเพียงหมายเลขสายด่วน 1669 ที่โทรแจ้งเมื่อเกิดเหตุหน้าสิ่วหน้าขวาน ทว่าในความเป็นจริง ภารกิจเบื้องหลังที่ สพฉ. กำลังขับเคลื่อนในแต่ละวันนั้นมีความสลับซับซ้อนและครอบคลุมมิติการช่วยชีวิตอย่างกว้างขวาง ปัจจุบัน สพฉ. ทำหน้าที่เป็นผู้กำกับดูแลมาตรฐาน (Regulator) ทั้งในแง่ของหน่วยปฏิบัติการ ยานพาหนะ และบุคลากร โดยบริหารจัดการศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการ 1669 จำนวน 80 ศูนย์ ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมทั้งเครือข่ายหน่วยปฏิบัติการแพทย์ถึง 5,547 แห่ง และรถบริการการแพทย์ฉุกเฉินอีกกว่า 24,793 คัน ที่พร้อมออกปฏิบัติการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนมากกว่า 2.3 ล้านครั้งต่อปี จากการรับสายแจ้งเหตุที่มีมากกว่า 10 ล้านครั้งต่อปี

ดร.พิเชษฐ์ หนองช้าง ได้ฉายภาพความสำเร็จอันเป็นความภาคภูมิใจในการลดช่องว่างพื้นที่ห่างไกลว่า สพฉ. ไม่เพียงแต่ดูแลพื้นที่ทางบกเท่านั้น แต่ยังพัฒนาศักยภาพไปสู่การปฏิบัติการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินด้วยอากาศยาน หรือ Thai Sky Doctor ซึ่งปัจจุบันมีหน่วยปฏิบัติการทางอากาศถึง 38 ชุด ครอบคลุม 13 เขตสุขภาพทั่วประเทศ โดยได้รับการสนับสนุนอากาศยานจากภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ควบคู่ไปกับระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินทางทะเล (Maritime EMS) ในจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้แก่ประชาชน นักลงทุน และนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ จนทำให้ผลงานเหล่านี้คว้ารางวัลเลิศรัฐและรางวัลค่าของแผ่นดินมาครองอย่างต่อเนื่อง
NDEMS แพลตฟอร์มดิจิทัลแห่งการช่วยชีวิต
การก้าวสู่ยุค Digital Transformation ของ สพฉ. ผ่านความร่วมมือกับ สวทช. และ NT ในการพัฒนา “ดิจิทัลแพลตฟอร์มกลางการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ” (NDEMS Platform) ตั้งแต่กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 ได้ปฏิวัติการช่วยชีวิตด้วยการเปลี่ยนสมาร์ทโฟนของประชาชนเป็นเครื่องมืออัจฉริยะ โดยระบบจะส่งลิงก์ผ่าน SMS เพื่อขอพิกัดตำแหน่ง (SMS Location) ได้แม่นยำในไม่กี่วินาที และมีฟังก์ชัน SMS VDO Call ให้เจ้าหน้าที่ประเมินอาการพร้อมสอนกู้ชีพ เช่น ทำ CPR หรือแก้การสำลัก (Choking) ได้ทันทีระหว่างรอรถพยาบาล ซึ่งปัจจุบันมีการใช้งานฟังก์ชันเหล่านี้นำร่องช่วยชีวิตไปแล้วกว่า 65,336 ครั้ง ควบคู่ไปกับการเร่งยกระดับศูนย์รับแจ้งเหตุทั่วประเทศสู่ระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ (RNIS) ที่ยกระดับแล้ว 21 แห่ง เพื่อรองรับการแจ้งเหตุผ่านแอปพลิเคชันอย่างหมอพร้อม ทางรัฐ หรือเป๋าตัง พร้อมเตรียมเปิดตัวซูเปอร์แอป “ฉุกเฉินพลัส” (Emergency Plus) และผลักดันเทคโนโลยีระบุตำแหน่งแม่นยำสูงในตึกสูง (AML) ที่แม่นยำกว่าเดิมถึง 4,000 เท่า เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยที่สุด
ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมด้วยเครือข่ายอัจฉริยะ 700 จุด
“เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลในพื้นที่ห่างไกลและพื้นที่ชายขอบ สพฉ. จึงได้ลงนาม MOU ร่วมกับ กสทช. นำงบประมาณจากกองทุน USO วงเงิน 250 ล้านบาท มาพัฒนาและติดตั้ง “ระบบแจ้งเหตุฉุกเฉินอัจฉริยะ” (Smart Emergency Alert System) ไม่น้อยกว่า 700 จุดทั่วประเทศ โดยเมื่อประชาชนกดปุ่ม SOS ที่จุดติดตั้ง ระบบจะส่งสัญญาณภาพและเสียงผ่านอินเทอร์เน็ตตรงเข้าสู่แพลตฟอร์ม NDEMS ของศูนย์ 1669 ทันที ทำให้เจ้าหน้าที่เห็นพิกัดและสถานการณ์เรียลไทม์ พร้อมให้คำแนะนำปฐมพยาบาลหรือการใช้เครื่อง AED ประจำจุดได้ทันท่วงที ยิ่งไปกว่านั้น สพฉ. ยังได้ร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการวิเคราะห์ข้อมูลความเสี่ยงเพื่อขยายผลไปยังพื้นที่ที่มีความจำเป็นสูงสุด ควบคู่ไปกับการวางนโยบายธรรมาภิบาลข้อมูลและการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์เพื่อปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ป่วยอย่างเข้มงวด” ดร.พิเชษฐ์ กล่าวเสริม
ก้าวข้ามความท้าทายสู่ยุทธศาสตร์ระดับชาติ: ลงทุนเพื่อความปลอดภัยของทุกชีวิตและเศรษฐกิจไทย
แม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้า แต่ ดร.พิเชษฐ์ ชี้ว่าผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลถึงร้อยละ 70 เสียชีวิตเพราะรถพยาบาลไปไม่ทันจากปัญหาจราจร ซ้ำยังขาดแคลนบุคลากรพาราเมดิกอย่างรุนแรง และงบประมาณกองทุนฯ (16 บาทต่อคน/ปี) ยังต่ำกว่ามาตรฐาน WHO มาก ส่งผลให้ท้องถิ่นอีกกว่า 2,600 ตำบลขาดงบจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการ ผู้ป่วยวิกฤตจึงเข้าถึงบริการได้เพียงร้อยละ 34.45 สพฉ. จึงเร่งผลักดัน 4 ยุทธศาสตร์ระดับชาติ คือ ลงทุนหน่วยกู้ชีพให้ครอบคลุมทุกตำบล, ยกระดับสู่ Digital EMS และ Telemedicine, เสริมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ, และสร้างชุมชนปลอดภัยด้วยการกระจายเครื่อง AED ควบคู่กับการสร้างอาสาฉุกเฉินทุกครัวเรือนและเชื่อมต่อ Gadget รับมือสังคมผู้สูงอายุ โดย ดร.พิเชษฐ์ มุ่งหวังว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานนี้ ไม่เพียงช่วยชีวิตประชาชนอย่างเท่าเทียมและทันท่วงที แต่ยังสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยวและนักลงทุน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน









