โดย : คุณวีรสิทธิ์ สินเจริญกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA

ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคที่ความยั่งยืนกลายเป็นกติกาสำคัญในการค้าสากล อุตสาหกรรมยางพาราไทยซึ่งเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศกำลังเผชิญความท้าทาย ทั้งในแง่ของกฎเกณฑ์สิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดและกลไกราคาโภคภัณฑ์ ในโอกาสที่ บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA ผู้ดำเนินธุรกิจยางธรรมชาติครบวงจรระดับโลก กำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 40 ในปี 2027 นี้ คุณวีรสิทธิ์ สินเจริญกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารรุ่นใหม่ได้ร่วมถ่ายทอดภาพรวมความสำเร็จและแนวคิดเชิงนวัตกรรมที่พร้อมยกระดับอุตสาหกรรมยางพาราไทยสู่ความยั่งยืนในระยะยาว
เจาะลึกโครงสร้าง “ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ” ผู้นำยางพาราครบวงจร
คุณวีรสิทธิ์ เผยว่าศรีตรังขับเคลื่อนและดำเนินธุรกิจยางพาราครบวงจรอย่างแท้จริง ผ่านการบริหารห่วงโซ่คุณค่าที่แข็งแกร่งตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยในส่วนของธุรกิจต้นน้ำหรือสวนยางพารานั้น ดำเนินการโดย บริษัท ศรีตรัง รับเบอร์ แอนด์ แพลนเทชั่น จำกัด หรือ SRP ซึ่งปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกยางและพืชเศรษฐกิจอื่นรวมกว่า 50,000 ไร่ เน้นการขยายตัวในพื้นที่ภาคเหนือ พื้นที่ทั้งหมดได้รับการรับรองมาตรฐานสากล FSC และพร้อมรองรับกฎระเบียบ EUDR ของยุโรป ทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ได้ 100% ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจากการจัดการที่ยั่งยืน ไม่บุกรุกทำลายป่า
ด้านธุรกิจกลางน้ำซึ่งเป็นธุรกิจแปรรูปยางพาราและเป็นหัวใจหลักของศรีตรังในการผลิตยางแท่ง ยางแผ่น และน้ำยางข้น เพื่อส่งมอบวัตถุดิบขั้นต้น (Semi-Raw Material) ให้แก่อุตสาหกรรมยางล้อรถยนต์ระดับโลก ปัจจุบันมีกำลังการผลิต (Installed capacity) รวมกันสูงถึง 3.72 ล้านตันต่อปี ครองตำแหน่งผู้นำอันดับ 1 ของโลกในกลุ่มธุรกิจกลางน้ำ และสุดท้ายคือธุรกิจปลายน้ำที่เป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป โดยเน้นการผลิตและจำหน่ายถุงมือยางภายใต้บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT ซึ่งมีกำลังการผลิตสูงถึง 48,000 ล้านชิ้นต่อปี ถือเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทยและอันดับ 3 ของโลก โดยมีผลิตภัณฑ์ในกลุ่มท่อยางไฮดรอลิกส์แรงดันสูงร่วมสร้างความแข็งแกร่งด้วย

ถอดรหัสพันธกิจ “Green Rubber Company” ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยหลัก ESG

ด้วยบทบาทผู้นำอุตสาหกรรมยางพาราอันดับหนึ่งของโลก กลุ่มบริษัทศรีตรังจึงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการตามหลัก ESG (Environmental, Social and Governance) ตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ ภายใต้แนวคิดการเติบโตอย่างยั่งยืนและรับผิดชอบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
ในมิติด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental) ศรีตรังมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ภายในโรงงานมีการติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียแบบปิด 100% เพื่อไม่ให้มีการปล่อยน้ำเสียออกสู่ภายนอก นอกจากนี้ยังเดินหน้าลงทุนด้านพลังงานสะอาดด้วยการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) ในโรงงาน 14 แห่ง กำลังการผลิตรวมกว่า 42 เมกะวัตต์ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050
ในมิติด้านสังคม (Social) กลุ่มบริษัทศรีตรังสนับสนุนการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและชุมชนผ่านโครงการ “ร่วมใจทำยางไทยยั่งยืน” โดยลงพื้นที่รณรงค์ให้ความรู้เรื่องการรักษาคุณภาพยาง เช่น การเลือกใช้สารจับตัวยางที่ เหมาะสมและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อลดปัญหากลิ่นเหม็นและยกระดับเนื้อยาง รวมถึงการสนับสนุนให้รถ ขนส่งยางติดตั้งรางรับน้ำเซรั่มเพื่อลดอุบัติเหตุและกลิ่นบนท้องถนน นอกจากนี้ ในส่วนของธุรกิจสวนยางภาคเหนือ ศรีตรังยังเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงให้แก่กลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์ในพื้นที่ โดยการจ้างงาน และพัฒนาทักษะงานในสวนยางให้มีมาตรฐาน
พลิกโฉมการค้าด้วยดิจิทัล “ศรีตรังเพื่อนชาวสวน” และนวัตกรรม AI พลิกอุตสาหกรรม
กลุ่มบริษัทศรีตรังใช้วิธีนำนวัตกรรมดิจิทัลเข้ามาสร้างความเป็นธรรมและความโปร่งใสในตลาดเสรี ผ่านแอปพลิ เคชัน “ศรีตรังเพื่อนชาวสวน (Sri Trang Friends)” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ให้เกษตรกรสามารถตรวจสอบราคากลาง และเสนอขายยางได้โดยตรง ช่วยลดการพึ่งพาพ่อค้าคนกลางและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรโดยตรง ควบคู่ไปกับแอปพลิเคชัน “ซุปเปอร์ ไดรเวอร์ (Super Driver)” ที่ช่วยอำนวยความสะดวกเกษตรกรขนส่งยางพารามาที่โรงงานศรีตรังที่อยู่ในพื้นที่
นอกจากนี้ ศรีตรังยังนำระบบ AI และระบบอัตโนมัติ (Automation) เข้ามาปฏิวัติกระบวนการผลิตในโรงงาน โดยมุ่งให้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดภาระงานที่ซ้ำซ้อนหรือมีความเสี่ยง ปรับบทบาทพนักงานไปสู่งานที่เหมาะสม ผลักดันการสร้างคุณค่าและสร้างผลผลิตได้มากกว่าเดิม ยกตัวอย่างเช่น ระบบควบคุมการอบยางอัจฉริยะ (AI Dryer) และการใช้โดรน AI ตรวจจับความเสี่ยงไฟป่าในสวนยางพารา

ธรรมภิบาลที่พิสูจน์ได้ รากฐานความเชื่อมั่นจากผู้ถือหุ้นทั่วโลก
ในฐานะบริษัทที่จดทะเบียนทั้งในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และสิงคโปร์ (SGX) ความโปร่งใสและการดำเนินงานตามหลักบรรษัทภิบาล (Governance) จึงเป็นสิ่งที่ศรีตรังยึดมั่นสูงสุด องค์กรมีระบบตรวจสอบการใช้ข้อมูลภายในที่เข้มงวด และเลือกใช้บริษัทผู้สอบบัญชีระดับโลก เพื่อยืนยันความถูกต้องของงบการเงิน และชี้แจงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ด้วยข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจน
“จากการวางรากฐานธุรกิจที่แข็งแกร่ง โครงสร้างครบวงจรที่ยืดหยุ่น การนำนวัตกรรมดิจิทัลมาขับเคลื่อน และความยึดมั่นในหลัก ESG ทำให้อุตสาหกรรมยางพาราของ “กลุ่มบริษัทศรีตรัง” ไม่ใช่เพียงแค่ธุรกิจภาคการเกษตรดั้งเดิมอีกต่อไป แต่เป็นองค์กรนวัตกรรมสีเขียวระดับโลกที่พร้อมจะเติบโตอย่างยั่งยืนเคียงข้างเกษตรกรไทยและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกภาคส่วนอย่างมั่นคงในทศวรรษต่อ ๆ ไป” คุณวีรสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้าย











