
คณะสื่อมวลชนได้เข้าเยี่ยมชมและพบปะหารือกับผู้บริหารบริษัท แซดทีอี (ไทยแลนด์) จำกัด (ZTE (Thailand) Co.,Ltd.) เพื่อรับฟังข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจของบริษัทในประเทศไทย ตลอดจนแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของภาคอุตสาหกรรม การพัฒนาบุคลากร ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีการสื่อสารแห่งอนาคต
ผู้บริหาร ZTE ระบุว่าบริษัทเริ่มดำเนินธุรกิจในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2002 และมีประสบการณ์ในตลาดไทยมากกว่า 20 ปี โดยให้บริการโซลูชันด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแบบครบวงจรแก่ผู้ให้บริการโทรคมนาคม ภาคธุรกิจ และหน่วยงานภาครัฐ ปัจจุบัน ZTE Thailand มีพนักงานเกือบ 700 คน ในจำนวนนี้ประมาณ 75% เป็นพนักงานชาวไทย ขณะที่อีกประมาณ 25% เป็นพนักงานต่างชาติจากหลายประเทศ
เมื่อกล่าวถึงศักยภาพของประเทศไทยในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในภาคอุตสาหกรรมเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียน ผู้บริหาร ZTE มองว่า ประเทศไทยมีศักยภาพอยู่ในกลุ่มแนวหน้าของภูมิภาค โดยมีจุดแข็งสำคัญหลายด้าน
ประการแรก คือความต่อเนื่องด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ โดยนโยบาย Thailand 4.0 ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจจากการขับเคลื่อนด้วยปัจจัยการผลิตไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และมูลค่าเพิ่ม ขณะที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC รวมถึงยุทธศาสตร์ AI ระดับประเทศและมาตรการส่งเสริมการลงทุนของ BOI มีส่วนช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง
ประการที่สอง ประเทศไทยมีฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร และการท่องเที่ยว ซึ่งล้วนเป็นภาคส่วนที่มีความต้องการสูงในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัจฉริยะเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน
ประการที่สาม ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในระดับที่แข็งแกร่งของภูมิภาค โดยเฉพาะเครือข่าย 5G ซึ่งผู้บริหาร ZTE มองว่ามีทั้งความครอบคลุมและคุณภาพอยู่ในระดับแนวหน้าของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะเดียวกัน ผู้ให้บริการคลาวด์และเทคโนโลยีระดับโลกหลายรายได้เข้ามาลงทุนด้านคลาวด์และศูนย์ข้อมูลในประเทศไทย ส่งผลให้ระบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลมีความพร้อมมากยิ่งขึ้น
ประการที่สี่ คือข้อได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ เนื่องจากประเทศไทยตั้งอยู่ในจุดเชื่อมโยงสำคัญของคาบสมุทรอินโดจีน มีโครงข่ายถนน รถไฟ และท่าเรือเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้สามารถพัฒนาเป็นศูนย์กลางในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและขยายผลโซลูชันด้านดิจิทัลไปยังตลาดรอบข้างได้
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหาร ZTE เห็นว่าประเทศไทยยังมีพื้นที่ในการพัฒนาเพิ่มเติม โดยเฉพาะการเพิ่มจำนวนบุคลากรด้านดิจิทัล และการยกระดับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปใช้ในกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ภาคเอกชนสามารถเข้ามามีบทบาทสนับสนุนได้
สำหรับบทบาทของ ZTE ภายใต้แนวทาง Thailand 4.0 บริษัทมองว่าตนเองสามารถมีบทบาทหลักใน 3 ด้าน ได้แก่ การเป็นผู้ร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เป็นตัวเร่งระบบนิเวศนวัตกรรม และการเป็นผู้สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพบุคลากร
ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ZTE มีความร่วมมือระยะยาวกับผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหญ่ของไทยอย่าง True และ AIS โดยร่วมพัฒนาเครือข่าย 5G และผลักดันเทคโนโลยีใหม่ เช่น โครงข่ายไฟเบอร์ และระบบประมวลผลอัจฉริยะ เพื่อวางรากฐานให้เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ
ในด้านระบบนิเวศนวัตกรรม ZTE และ AIS ได้ร่วมกันเปิดตัว “ศูนย์นวัตกรรม 5G A-Z Center” ศูนย์นวัตกรรม 5G แห่งแรกของประเทศไทย ที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2022 ภายใต้ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในการพัฒนาเทคโนโลยี 5G และยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทย
ศูนย์ดังกล่าวถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่กลางสำหรับการวิจัย ทดสอบ และพัฒนาเทคโนโลยี 5G ร่วมกัน รวมถึงการทดลองโครงข่าย 5G อัจฉริยะ เทคโนโลยีเครือข่ายต้นแบบ และโซลูชันสำหรับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการทำ Digital Transformation ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม และผลักดันเครือข่ายไปสู่ 5G Smart Autonomous Network ที่สามารถบริหารจัดการได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้น
ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนบทบาทของ ZTE ในฐานะตัวเร่งระบบนิเวศนวัตกรรม ไม่เพียงผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังรวมถึงการสร้างพื้นที่ทดลองเทคโนโลยีร่วมกับพันธมิตรในประเทศ เพื่อเปลี่ยนงานวิจัยและเทคโนโลยีใหม่ให้สามารถนำไปใช้จริงในภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม
ในด้านการพัฒนาบุคลากร ZTE ให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการสร้างบุคลากรท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง พนักงานชาวไทยได้รับทั้งการปฐมนิเทศ การอบรมด้านเทคนิคตามสายงาน การรับรองทักษะเฉพาะด้าน รวมถึงหลักสูตรพัฒนาภาวะผู้นำสำหรับพนักงานที่มีศักยภาพ ขณะเดียวกัน บริษัทมีการคัดเลือกพนักงานชาวไทยไปฝึกอบรมและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่สำนักงานใหญ่ในเมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน และเปิดโอกาสให้ทำงานร่วมกับทีมในโครงการสำคัญระดับโลก
ZTE ยังใช้รูปแบบการทำงานแบบทีมผสมระหว่างผู้เชี่ยวชาญต่างชาติและวิศวกรชาวไทยในโครงการจริง เช่น การพัฒนาเครือข่าย 5G และเครือข่ายเฉพาะสำหรับภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้เกิดการเรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริงและการถ่ายทอดองค์ความรู้ไปพร้อมกัน
นอกจากนี้ บริษัทยังมีความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในประเทศไทยหลายแห่ง อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบัง และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ผ่านการลงนามบันทึกความเข้าใจ การบรรยายด้านเทคโนโลยี การทำโครงการร่วม โครงการฝึกงาน และการรับสมัครบุคลากร เพื่อสนับสนุนการพัฒนากำลังคนด้าน ICT ในระยะยาว
ในส่วนของเทคโนโลยีแห่งอนาคต ZTE ระบุว่า ขณะนี้กำลังหารือและศึกษาร่วมกับผู้ให้บริการโทรคมนาคมในประเทศไทยเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้ AI และเทคโนโลยีเครือข่าย 6G โดยมีแผนทดลองเทคโนโลยี Integrated Sensing and Communication หรือ ISAC
ผู้บริหารยังระบุว่า ปัจจุบันเครือข่ายของผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหญ่ในไทยมีความพร้อมต่อการนำ AI มาใช้งานมากขึ้น และบางฟังก์ชันได้ถูกนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์แล้ว ทั้งนี้ ผู้ให้บริการยังอยู่ระหว่างศึกษาการนำ AI, Large Language Model หรือ LLM และโซลูชันด้านการประมวลผลอัจฉริยะมาประยุกต์ใช้ในเครือข่ายและบริการต่างๆ เพิ่มเติม
ZTE มองว่า ในยุค AI บริษัทจะนำความสามารถด้าน AI แบบครบวงจรที่พัฒนาขึ้นในระดับโลก ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังประมวลผล เครือข่าย แพลตฟอร์ม ไปจนถึงแอปพลิเคชัน เข้ามาสนับสนุนตลาดไทยผ่านสถาปัตยกรรมแบบเปิดและระบบที่สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีจากหลายฝ่ายได้ เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ AI ของประเทศไทย
ผู้บริหาร ZTE ย้ำว่าเป้าหมายของบริษัทในประเทศไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการดำเนินธุรกิจ แต่ยังรวมถึงการมีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างบุคลากร และการสนับสนุนระบบนิเวศนวัตกรรม เพื่อเป็นพันธมิตรระยะยาวในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย




