เครื่องจักรตัวใหม่ (ตัวสุดท้าย?) ของไทย “Green Economy”


ภายใต้วิกฤต มีความเร่งด่วน และความหวังใหม่ๆเสมอ เราเริ่มรู้สึกว่าเครื่องจักรทางเศรษฐกิจทุกตัวของประเทศไทยเริ่มหยุดเดิน Green Economy อาจไม่ใช่เพียงทางเลือกใหม่ แต่อาจเป็นเครื่องจักรตัวสุดท้ายที่ยังพาประเทศไทยเดินต่อได้ เมื่อการส่งออกโตช้า การท่องเที่ยวไม่แน่นอน และอุตสาหกรรมเดิมๆ เริ่มสูญเสียความสามารถทางการแข่งขัน ประเทศไทยที่เคยขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยแรงงานราคาถูก การส่งออก และการท่องเที่ยว กลายเป็นประเทศเติบโตรั้งท้าย ทุกคนในประเทศอยู่ในภาวะ Echo Chamber ว่า ‘เศรษฐกิจแย่ ค่าไฟแพง สินค้าขึ้นราคา นักท่องเที่ยวไม่มา และจะกู้เงินอีก 4แสนล้าน’ Green Economy กำลังเข้ามาเป็นความหวังใหม่ของพวกเรา เพราะ Green Economy ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือเรื่องของพลังงาน อุตสาหกรรม การลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สุดท้ายแล้วจะส่งผลต่อความสามารถทางการแข่งขัน (competitiveness) ใหม่ของประเทศ

โดยนิยามของ UNEP (United Nations Environment Programme) “A green economy is one that results in improved human well-being and social equity, while significantly reducing environmental risks and ecological scarcities.” แปลง่ายๆ คือ “เศรษฐกิจที่นำไปสู่คุณภาพชีวิตและความเท่าเทียมทางสังคมที่ดีขึ้น ขณะเดียวกันก็ลดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและการขาดแคลนทรัพยากร” นิยามของ OECD Organization for Economic Co-operation and Development คำว่า Green Growth คือ “การเติบโตทางเศรษฐกิจที่สามารถสร้างความมั่งคั่งได้ โดยไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติที่จำเป็นต่ออนาคต” มีแนวคิดสำคัญคือ การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การลด carbon และการสร้างนวัตกรรมใหม่ทางเศรษฐกิจ

SCG เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของ Green Transformation มีการลงทุนในเรื่อง Low-carbon cement, Smart building, Recycling อย่างจริงจัง รวมถึง Green materials มากมาย

CPF กำลังดำเนินการเรื่อง Renewable energy ในโรงงาน การจัดการของเสีย Waste management, Smart farming และมีการตั้งเป้าหมาย Net zero อย่างจริงจัง มีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนเป็น 50 %  ภายในปี  2030 และ เพิ่มเป็น100 % ในปี 2050 เพราะตลาดโลกเริ่มกดดัน food supply chain มากขึ้น

Big C ไม่ได้ทำแค่ CSR แต่เริ่มเข้าไปถึง“ระบบเศรษฐกิจสีเขียว” มีการเปลี่ยนการขนส่งเป็น Green Logistics โดยใช้รถขนส่งไฟฟ้า (EV Truck) ใช้ Solar Rooftop ในสาขาต่างๆ ลด Food Waste และทำ Circular Economy บริหารพลังงานในระบบแอร์ เพิ่มประสิทธิภาพของระบบปรับอากาศ นำ Framework ระดับโลกมาใช้ และตั้งเป้าหมาย Carbon Neutrality ในปี 2030 และ Net Zero ในปี 2050 นี่ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่ร้านค้าปลีกสมัยใหม่เริ่มมองว่า Energy efficiency = Competitiveness

Green Economy สามารถเริ่มในธุรกิจเล็กๆ รวมถึงพวกเราทุกคนได้ ร้านอาหารที่พยายามลดขยะอย่างจริงจัง ร้านกาแฟที่ใช้บรรจุภัณฑ์ที่ดูแลสิ่งแวดล้อม ร้านเสื้อผ้าที่รับบริจาคเสื้อผ้าเก่ามาทำใหม่ โรงแรมที่นำระบบ Heat pump มาใช้ทำน้ำร้อน ขนส่งด่วนที่ใช้มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าทั้งหมด พวกเราเองที่คิดและเลือกก่อนการบริโภคเสมอ

อยากให้ Green Economy เป็นเรื่องจริงจังของประเทศ ภาครัฐควรมีมาตรการสนับสนุนที่ชัดเจน ภาคเอกชนดำเนินการอย่างเร่งด่วน และภาคประชาชนให้การตอบรับเป็นอย่างดี เพราะนี่อาจหมายถึงเครื่องจักรตัวสุดท้ายที่ยังพอจะเดินเครื่องได้ หากยังชักช้าปล่อยไปเรื่อยๆ ก็อาจเป็นเพียงแค่วาทกรรมทางวิชาการหรือลอยหายไปเหมือน Soft Power อีกแล้วนั่นเองครับ

บทความโดย:
นายวีรพล สวรรค์พิทักษ์ 
CMO บริษัท ลาเนเจอร์ จำกัด และ Digital Marketing Manager บริษัท อีมิแน้นท์แอร์ (ประเทศไทย) จำกัด


Comments

No comments yet. Why don’t you start the discussion?

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Are you human? Please solve:Captcha