เรียบเรียงโดย : ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย

หลายคนอาจคุ้นเคยกับการเตรียมรับมือพายุลูกใหญ่ในช่วงฤดูมรสุม แต่ในยุคโลกเดือด (Global Boiling) ที่สภาพอากาศผันผวนอย่างรุนแรง สิ่งที่น่ากังวลมากขึ้นกลับเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “ฝนแช่” ซึ่งกำลังกลายเป็นภัยเงียบที่สร้างความเสียหายรุนแรงและยืดเยื้อกว่าพายุหมุนฉับพลันอย่างที่เราคาดไม่ถึง

จากข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ในช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน 2569 ประเทศไทยจะเผชิญฝนสะสมรุนแรงที่สุด โดยมีฝนตกชุกหนาแน่นครอบคลุม 60–80% ของพื้นที่ประเทศ โดยเฉพาะภาคตะวันออก ภาคใต้ฝั่งตะวันตก และภาคกลาง ข้อมูลนี้ทำให้เราต้องกลับมาทบทวนวิธีคิดกันใหม่ เพราะพายุอาจพัดมาแล้วผ่านไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้นเพื่ออุดรอยรั่วตามแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (NAP) สาขาการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ สู่การยกระดับท้องถิ่นให้รอดพ้นจากวิกฤตดินโคลนถล่มและน้ำท่วมขังอย่างยั่งยืน
เริ่มจากสร้างเกราะป้องกันภัยระดับท้องถิ่น โดยปรับตัวที่สามารถทำได้จริงเพื่อป้องกันก่อนเกิดเหตุไม่ว่าจะเป็น การอัปเดตปฏิทินความเสี่ยงภัยพิบัติรายหมู่บ้าน การพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า ระดับชุมชนที่เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลสภาพอากาศเรียลไทม์ และ การเร่งเพิ่มพื้นที่หน่วงน้ำธรรมชาติ ภายในท้องถิ่นเพื่อกระจายแรงกระแทกของน้ำไม่ให้กระจุกตัว ขณะเดียวกัน การพลิกโฉมงบประมาณ: จากแจกถุงยังชีพ สู่การสร้างภูมิคุ้มกัน โดยเสนอแนวทางให้หน่วยงานภาครัฐปรับแผนการจัดสรรงบประมาณแผ่นดิน จากเดิมที่เน้นการตั้งรับเพื่อเยียวยา สู่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวและระบบระบายน้ำระดับชุมชน สอดคล้องกับแผน NAP สาขาการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ หากตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติม ถึงวิกฤตเมืองหลวง ปรากฏการณ์ “ฝนแช่” ที่ปัจจุบันเพียงฝนตกเกิน 50 มิลลิเมตรก็เกิดน้ำท่วมขังทันที สาเหตุหลักไม่ได้มาจากปริมาณฝนเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “แผลเป็นทางโครงสร้าง” โดยเฉพาะระบบท่อระบายน้ำเก่าในชุมชนย่อยที่มีขนาดเล็กและมีระดับ “ต่ำกว่า” ท่อเมนหลักหรืออุโมงค์ยักษ์ที่สร้างใหม่ ทำให้น้ำไม่สามารถไหลเทสโลปไปตามระบบระบายน้ำได้ กลายเป็นคอขวดที่ดันน้ำเอ่อล้นกลับเข้าท่วมพื้นที่อย่างรวดเร็ว
ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหานี้อย่างยั่งยืนในมุมมองวิชการจึงมองว่า การบริหารจัดการเชิงบูรณาการ” ผ่าน 3 มาตรการเร่งด่วน ได้แก่ 1) รื้อและปรับระดับท่อระบายน้ำเก่าให้เชื่อมต่อกับระบบใหม่เพื่อขจัดปัญหาคอขวด 2) กระจายพื้นที่หน่วงน้ำด้วยการเปลี่ยนพื้นที่รกร้างเป็น “เมืองฟองน้ำ” (Sponge City) เพื่อซับน้ำด้วยธรรมชาติแทนการพึ่งพาแต่อุโมงค์ยักษ์ และ 3) ซิงค์ข้อมูลบริหารจัดการน้ำข้ามหน่วยงานแบบเรียลไทม์ระหว่าง กทม. กรมชลประทาน และจังหวัดปริมณฑล เพื่อรับมือมวลน้ำร่วมกันอย่างไร้รอยต่อ
อย่างไรก็ตาม “ในยุคโลกเดือด พายุอาจทำลายหลังคาบ้าน แต่ ‘ฝนแช่’ จะทำลายฐานรากของทั้งชุมชน ตลอด 33 ปีที่ TEI ลงพื้นที่ทำงานร่วมกับท้องถิ่น เราพบว่าชาวบ้านกำลังเผชิญกับภัยพิบัติรูปแบบใหม่ที่รับมือด้วยภูมิปัญญาเดิมไม่ได้อีกต่อไป ถึงเวลาที่เราต้องขับเคลื่อนแผน NAP อย่างจริงจัง ภาครัฐต้องกระจายอำนาจและงบประมาณให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีศักยภาพในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการปรับตัว ก่อนที่ความสูญเสียจากฝนแช่จะกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจฐานรากที่ยากจะฟื้นฟู”