‘Sunwoda’ มั่นใจศักยภาพ ‘ไทย’ ฐานผลิตแบตเตอรี่อีวีที่สำคัญของภูมิภาค เร่งพัฒนาซัพพลายเชน-บุคลากร


คณะสื่อมวลชนได้เข้าเยี่ยมชมโรงงานและพบปะหารือกับผู้บริหารบริษัท ซันโวด้า ออโตโมทีฟ ผู้ผลิตแบตเตอรี่ชั้นนำสัญชาติจีนที่จังหวัดชลบุรี เพื่อศึกษากระบวนการผลิตแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ตลอดจนแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการลงทุน การพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และศักยภาพของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตแบตเตอรี่และยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญของภูมิภาค

บริษัท ซันโวด้า ออโตโมทีฟ เอนเนอร์จี เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด (Sunwoda Automotive Energy Technology (Thailand) Co., Ltd.) จัดตั้งขึ้นในเดือนเมษายน 2024 ดำเนินธุรกิจด้านการผลิตแบตเตอรี่ระดับเซลล์สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงาน โดยเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม Sunwoda ผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่จากจีนและอยู่ในกลุ่มผู้ผลิตแบตเตอรี่ชั้นนำของโลก

บริษัทแม่ของซันโวด้า คือ Sunwoda Electronic Co., Ltd. ก่อตั้งขึ้นที่เมืองเซินเจิ้น มณฑลกกว่างตงของจีน ในปี 1997 และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้นในปี 2011 มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมแบตเตอรี่มาเกือบ 30 ปี ปัจจุบันธุรกิจครอบคลุมแบตเตอรี่หลากหลายประเภท ตั้งแต่แบตเตอรี่สำหรับคอมพิวเตอร์ เครื่องมือสื่อสารและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าและไฮบริด รวมถึงระบบกักเก็บพลังงาน หรือ Energy Storage System (ESS)

ปัจจุบันซันโวด้าผลิตและจัดหาแบตเตอรี่ให้แก่ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าชั้นนำหลายราย ขณะที่ SEVB ซึ่งเป็นบริษัทในเครือซันโวด้าดำเนินธุรกิจด้านแบตเตอรี่ยานยนต์ โดยโดดเด่นด้านการจำหน่ายแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด (HEV) และแบตเตอรี่สำหรับกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าระดับไฮเอนด์

การเติบโตของบริษัทสะท้อนจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2024 ซันโวด้ามีรายได้จากการดำเนินงาน 5.6 หมื่นล้านหยวน เพิ่มขึ้นราว 53 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2011 ขณะที่มีกำไรสุทธิ 1.46 พันล้านหยวน เติบโต 35.1%

ปัจจุบัน ซันโวด้าขยายเครือข่ายทั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา ฐานการผลิต และศูนย์บริการไปยังหลายประเทศ เช่น เวียดนาม ฮังการี รวมถึงประเทศไทย ซึ่งถูกวางให้เป็นหนึ่งในฐานสำคัญของการขยายธุรกิจในภูมิภาค

สำหรับฐานการผลิตในไทย ปัจจุบันบริษัทมีโรงงานระยะที่ 1 ในจังหวัดชลบุรี เนื้อที่ประมาณ 97 ไร่ (1.55 แสนตารางเมตร) มีกำลังการผลิต 16.5 GWh จากสายการผลิต 3 สาย เริ่มผลิตในเดือนตุลาคมปี 2025 ส่วนระยะที่ 2 ที่จังหวัดระยอง อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งรวมกันแล้วจะมีพื้นที่ประมาณ 200 ไร่ โดยโรงงานที่ระยองวางแผนกำลังการผลิตไว้ที่ 43 GWh จากสายการผลิต 4 สาย เพื่อรองรับการขยายตัวของตลาดแบตเตอรี่และยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต

ผู้บริหารซันโวด้ามองว่าไทยมีข้อได้เปรียบจากการเป็นฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ที่แข็งแกร่งมายาวนาน มีทั้งผู้ผลิตรถยนต์และเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนจำนวนมาก ประกอบกับมาตรการภาครัฐที่สนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นฐานการผลิตแบตเตอรี่ EV และระบบกักเก็บพลังงานของภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม ซันโวด้าระบุว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ในประเทศไทยยังจำเป็นต้องเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะวัตถุดิบและชิ้นส่วนหลักบางประเภทที่ยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ บริษัทจึงอยู่ระหว่างร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและพันธมิตร เพื่อดึงดูดผู้ผลิตวัตถุดิบและซัพพลายเออร์ที่เกี่ยวข้องให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มสัดส่วนการจัดหาวัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศ และลดต้นทุนในระยะยาว

ในด้านการพัฒนาบุคลากร ผู้บริหารซันโวด้ากล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้แก่พนักงานไทย โดยมีทั้งการส่งบุคลากรไปฝึกอบรมที่ประเทศจีน และการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมภายในประเทศไทยให้เหมาะสมกับพนักงานท้องถิ่น

บริษัทตั้งเป้าฝึกอบรมบุคลากรไทยประมาณ 4,000 คน ครอบคลุมทั้งวิศวกร ผู้บริหาร และพนักงานสายการผลิต ในจำนวนนี้ประมาณ 800 คนเป็นบุคลากรด้านการจัดการและวิศวกรรม โดยในช่วงปี 2024-2026 มีบุคลากรในไทยผ่านการฝึกอบรมแล้วประมาณ 1,800 คน

ผู้บริหารมองว่า บุคลากรท้องถิ่นเป็นปัจจัยสำคัญต่อการลงทุนระยะยาว เนื่องจากอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ต้องอาศัยเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงและแรงงานที่มีทักษะเฉพาะทาง พร้อมแสดงความเชื่อมั่นในศักยภาพของบุคลากรไทยในการเรียนรู้และปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่

ระหว่างการหารือยังมีการแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางเทคโนโลยีแบตเตอรี่ลิเธียม โดยเฉพาะแบตเตอรี่ Lithium Iron Phosphate หรือ LFP ซึ่งมีข้อได้เปรียบด้านต้นทุน ความปลอดภัย และความเสถียร เหมาะกับการใช้งานในยานยนต์ไฟฟ้าหลายประเภท ขณะที่แบตเตอรี่ที่ใช้วัสดุกลุ่มนิกเกิล โคบอลต์ และแมงกานีส หรือ NCM มีข้อได้เปรียบด้านความหนาแน่นพลังงานที่สูงกว่า แต่มีต้นทุนสูงกว่าและมีคุณลักษณะด้านความปลอดภัยแตกต่างกัน ผู้ผลิตจึงต้องเลือกใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับประเภทของยานยนต์และความต้องการของตลาด

ในด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ผู้บริหารระบุว่า บริษัทให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และความปลอดภัย หรือ Environment, Health and Safety (EHS) โดยมีระบบกำกับดูแลกระบวนการผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐานของบริษัทและกฎหมายท้องถิ่น

ซันโวด้ามองว่า ประเทศไทยยังมีโอกาสดึงดูดผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานแบตเตอรี่และยานยนต์ไฟฟ้าเข้ามาลงทุนเพิ่มเติม โดยหากสามารถพัฒนาซัพพลายเชน วัตถุดิบ บุคลากร และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องได้อย่างต่อเนื่อง จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และทำให้ระบบนิเวศ EV ของไทยมีความครบวงจรมากขึ้น

การเยี่ยมชมครั้งนี้เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้รับฟังมุมมองโดยตรงจากภาคเอกชนเกี่ยวกับทิศทางเทคโนโลยีแบตเตอรี่และยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงปัจจัยที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญในการเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิต ตลอดจนบทบาทของการพัฒนาบุคลากร การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการก้าวสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรม EV ของภูมิภาคอย่างยั่งยืน


Comments

No comments yet. Why don’t you start the discussion?

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Are you human? Please solve:Captcha