ถอดบทเรียนน้ำท่วมกรุง ชี้ไทยต้องเร่งปรับตัวรับมือวิกฤตโลกรวน


เรียบเรียงโดย : ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย

จากเหตุการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานครในช่วงที่ผ่านมา สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ได้สะท้อนมุมมองและถอดบทเรียนสำคัญ โดยชี้ให้เห็นว่าวิกฤตครั้งนี้แตกต่างจากมหาอุทกภัยปี 2554 และเป็นสัญญาณเตือนว่าทุกภาคส่วนต้องเร่งเตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่จะทวีความรุนแรงขึ้นและเกิดวิกฤติที่คาดการณ์ได้ยากขึ้น

สาเหตุหลักของน้ำท่วมกรุงเทพฯ ในระลอกนี้ เกิดจากปริมาณฝนที่ตกหนักในพื้นที่ (Local Rain) ประกอบกับลักษณะทางกายภาพของบางย่านที่เป็นพื้นที่ต่ำ เช่น รามคำแหง และบึงกุ่ม ซึ่งต่างจากปี 2554 ที่เกิดจากมวลน้ำเหนือไหลบ่า นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเรื่องน้ำทะเลหนุนสูงและปัญหาแผ่นดินทรุด ที่เกิดจากการเจาะแซะน้ำบาดาลในพื้นที่ทำให้พื้นที่ต่ำ การระบายน้ำออกสู่คูคลอง และทะเลทำได้ยากจึงทำให้เกิดการท่วมขังยาวนาน แม้ปัจจุบันจะมีอุโมงค์ระบายน้ำหรือโครงการแก้มลิงบางส่วน แต่ยังไม่เพียงพอจึงเป็นความท้าทายที่คือการประเมินศักยภาพการรับน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง รวมถึงการบำรุงรักษา หรือดูแลระบบคูคลองและประตูระบายน้ำให้เชื่อมต่อกันและมีการบริหารจัดการเป็นระบบอย่างมีประสิทธิภาพ

การศึกษาวิจัยและการคาดการณ์ในอนาคตบ่งชี้ว่า ในอีก 10-20 ปีข้างหน้า กรุงเทพมหานครอาจต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมที่หนักหน่วงกว่าเดิม จากภาวะโลกร้อนที่ทำให้น้ำแข็งบริเวณเนปาลและทิเบตละลาย ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลเฉลี่ยสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับน้ำทะเลหนุนเป็นช่วงๆ  ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเรียนรู้จากประเทศที่ประสบปัญหาลักษณะเดียวกัน เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือเนเธอร์แลนด์ ที่มีการลงทุนด้านโครงสร้างทางวิศวกรรมเพื่อป้องกันน้ำทะเลหนุนอย่างเป็นระบบ และมีระบบการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

อีกหนึ่งบทเรียนสำคัญจากวิกฤตครั้งนี้คือเรื่อง “ระบบเตือนภัย” ฝนที่ตกหนักแบบฉับพลันสะท้อนให้เห็นว่าระบบพยากรณ์และแจ้งเตือนของเรายังขาดความแม่นยำและรวดเร็ว ทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่ทราบล่วงหน้าและตั้งรับไม่ทัน จนเกิดความสูญเสียทางทรัพย์สินมหาศาล โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่มักจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด หากระบบเตือนภัยของไทยได้รับการพัฒนาให้เชื่อถือได้เทียบเท่ามาตรฐานสากล ความสูญเสียเหล่านี้จะลดลงอย่างมาก

ในมุมมองว่า สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) เน้นย้ำว่า นอกจากการพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานแล้ว การแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นพื้นฐาน (Nature-based Solutions: NbS) เป็นแนวทางที่ต้องนำมาปรับใช้ควบคู่กัน การรักษาพื้นที่ริมน้ำและพื้นที่แก้มลิงตามธรรมชาติให้คงอยู่ จะช่วยลดความรุนแรงของภัยพิบัติได้ทั้งจากน้ำท่วมและแล้ง

วิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ต้องหันมาร่วมกันวางแผนรับมืออย่างเป็นระบบ ทั้งเรื่องเส้นทางอพยพ การจัดหาเสบียง และการบริหารพื้นที่เสี่ยง เพื่อเป้าหมายสำคัญคือการ “ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด” ให้สังคมไทยสามารถก้าวผ่านและอยู่ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน

ติดตามข่าวสาร สถาบันสิ่งแวดล้อมไทยได้ที่ :  สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย


Comments

No comments yet. Why don’t you start the discussion?

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Are you human? Please solve:Captcha