เราลดการใช้ถุงพลาสติก พกกระบอกน้ำ เดินแทนการใช้รถ แยกขยะ รีไซเคิล ปลูกต้นไม้ ใช้หลอดไฟLED ถอดปลั้กเมื่อไม่ใช้ เปิดแอร์25องศา นี่เราทำทุกสิ่งที่กล่าวมา เพื่อ!!!???

เมื่อสงครามกลายเป็นตัวเร่งที่เราไม่คาดคิด แม้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาโลกทั้งใบพยายามต่อสู้กับภาวะโลกร้อนอย่างจริงจัง เราลดการใช้ถุงพลาสติก เปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาด รณรงค์เรื่อง Net Zero และคำนวณคาร์บอนฟุตพรินต์กันอย่างละเอียด หลายคนพยายามเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่พกแก้วกาแฟส่วนตัว ไปจนถึงเลือกใช้รถไฟฟ้า แต่ในอีกมุมหนึ่งของโลก สิ่งที่เกิดขึ้นคือสงคราม และสงครามกำลังปล่อยคาร์บอนฯจำนวนมหาศาลเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของโลก
ข้อมูลจากบทความเรื่อง Military Carbon Footprint Grows นักวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมพบว่าในปี 2025-2026 กิจกรรมทางทหารของโลกปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 2.75 พันล้านตันต่อปีหรือคิดเป็นประมาณ 5.5% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของโลก หากกองทัพทั่วโลกเป็นประเทศหนึ่ง ประเทศนั้นจะเป็นผู้ปล่อยคาร์บอนฯมากเป็นอันดับ 4 ของโลกเลยทีเดียว (https://www.mapw.org.au/military-carbon-footprint-grows/?utm_source=chatgpt.com) สิ่งที่น่าสนใจคือ การปล่อยคาร์บอนฯทางการทหารนี้ไม่ได้มีรายงานอย่างชัดเจนในข้อตกลงด้านสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศทำให้ตัวเลขจำนวนมากยังคงไม่ได้รับความสนใจ

หากอยากทราบว่าสงครามหนึ่งครั้งปล่อยคาร์บอนมากแค่ไหน ตัวอย่างล่าสุดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง นักวิเคราะห์พบว่าเพียง 14 วันแรกของสงครามหนึ่งครั้งได้สร้างการปล่อยคาร์บอนมากกว่า 5 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์หรือมากกว่าการปล่อยจาก 84 ประเทศรวมกันเสียอีก (Patrick Bigger ผู้อำนวยการสถาบันวิจัย Climate and Community ,www.theguardian.com) แหล่งกำเนิดคาร์บอนเหล่านี้มาจากหลายส่วน ได้แก่ การเผาไหม้น้ำมันของเครื่องบินรบ การยิงขีปนาวุธและระเบิด การระเบิดทำลายคลังน้ำมัน รวมถึงการทำลายอาคารและโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมหาศาล ลองคิดดูว่าแค่คลังน้ำมันที่ถูกโจมตีก็ปล่อยคาร์บอนได้มหาศาลแล้ว และสิ่งที่ตามมาหลังสงครามก็ยังสร้างคาร์บอนต่อเนื่อง เช่น การก่อสร้างฟื้นฟูเมือง การผลิตปูนซีเมนต์ การผลิตเหล็ก การก่อสร้างเมืองใหม่ ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมที่ปล่อยคาร์บอนสูง

FYI สงครามสหรัฐ–อิหร่าน เริ่มต้นประมาณ 28 กุมภาพันธ์ 2026 เมื่อสหรัฐและพันธมิตรเริ่มโจมตีเป้าหมายในอิหร่าน ภายในช่วง 2 สัปดาห์แรก มีการโจมตีเป้าหมายมากกว่า 6,000 จุด อาคารและโครงสร้างพื้นฐานเสียหายประมาณ 20,000 อาคาร มีการยิงขีปนาวุธกว่า 1,000 ลูก และโดรนกว่า 2,000 ลำถูกใช้ในปฏิบัติการรบ นอกจากนี้ยังมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น คลังน้ำมัน โรงงานปิโตรเคมี ทำให้น้ำมันดิบถูกเผาไหม้ประมาณ 2.5 – 5.9 ล้านบาร์เรล ไฟจากคลังน้ำมันเหล่านี้ปล่อยคาร์บอนประมาณ 1.88 ล้านตันคาร์บอนฯ

คำถามที่น่าสนใจคือ ความพยายามของเรายังมีความหมายอยู่หรือไม่ เมื่อคาร์บอนของสงครามไม่ได้จบแค่สนามรบ ผลกระทบของสงครามต่อสภาพภูมิอากาศมีอย่างน้อย 3 ระดับ การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงมหาศาล เครื่องบินรบ รถถัง และเรือรบ ใช้น้ำมันในปริมาณสูงมาก การทำลายระบบนิเวศ ไฟป่า การระเบิด และสารเคมีจากอาวุธ ทำลายป่าและพื้นที่ธรรมชาติ และการฟื้นฟูหลังสงคราม การสร้างเมืองใหม่ต้องใช้ปูนซีเมนต์และเหล็กจำนวนมาก
คำตอบอาจไม่ใช่การดูเรื่องปริมาณคาร์บอนฯเพียงอย่างเดียว แต่คือทิศทางของโลก เพราะถ้าเราเลือกที่จะไม่ทำอะไรเลยโลกจะยิ่งถอยหลังไปอีกขั้น ความพยายามเล็กๆ ของผู้คนจำนวนมากอาจไร้ผล บทเรียนที่สงครามกำลังบอกเรา คือสงครามทำให้เราเห็นความจริงข้อหนึ่งของโลกว่าการแก้ปัญหาโลกร้อนไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยี แต่มันคือเรื่องของมนุษย์ เพราะสุดท้ายแล้วโลกที่ร้อนขึ้นอาจไม่ได้เกิดจากการใช้หลอดพลาสติก แต่อาจเกิดจากความร้อนรุ่มของความขัดแย้งระหว่างมนุษย์ เราไม่ควรถามว่า “ความพยายามของเรายังมีความหมายไหม” แต่ควรถามว่า “เราจะสร้างโลกที่ไม่ต้องทำสงครามได้หรือไม่” เพราะบางทีวิธีลดโลกร้อนที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่แค่การเปลี่ยนพลังงาน แต่เป็นการสร้างโลกที่สงบกว่านี้ พอเถอะครับ พอแล้ว…ไม่ไหวแล้ว Peace Please
บทความโดย:
นายวีรพล สวรรค์พิทักษ์
Chief Marketing Officer (CMO): ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดของ บริษัท อีมิแน้นท์แอร์ (ประเทศไทย) จำกัด



