
“ให้โลกเราสวย พวกเรามาช่วยกัน รับรู้ด้วยกัน แล้วทำให้โลกนี้สดใส” เปิดบทความด้วยเพลงโลกสวยด้วยมือเราของรวมศิลปินแกรมมี่ที่เปิดตัวและเผยแพร่ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2534 มีการพัฒนาขึ้นตามสมัย แม้แต่ชื่อค่ายที่ปัจจุบันเรียกว่า GMM การรักษ์โลกมีการพัฒนาขึ้นตามสมัยเช่นกัน จากอดีตที่ให้ความสำคัญเรื่องการปลูกต้นไม้ การลดการทิ้งขยะ การไม่ตัดไม้ทำลายป่า มาจนในปัจจุบันเราคุยกันเรื่องยากขึ้นอย่าง Net Zero หรือ Zero Carbon Emission หรือการปล่อยคาร์บอนฯเป็นศูนย์
หลายปีที่ผ่านมา โลกเหมือนเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน หลายบริษัทออกมาประกาศเป้าหมาย Net Zero รัฐบาลหลายประเทศออกนโยบายลดคาร์บอน นักลงทุนให้ความสำคัญกับ ESG จนหลายคนเชื่อว่าเส้นทางสู่ Net Zero คงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง และสวยงาม แต่ในปี 2026 กลับมีสัญญาณใหม่เกิดขึ้น นั่นคือ Reality หรือความเป็นจริง จาก Promise อันสวยหรูสู่ความจำเป็นที่ต้อง Proof ให้ได้
ก่อนจะประกาศตัวเป็น Net Zero ทุกบริษัทจำเป็นต้องศึกษาการปลดปล่อยคาร์บอนฯของตัวเองก่อน โดยแบ่งเป็น Scope 1,2,3 ดังที่เคยเล่าให้ฟังมาแล้วหลายครั้ง สรุปสั้นๆ คือ Scope 1 ปล่อยเอง (Direct Emission) เช่น เตาเผา รถของบริษัท โรงงานของบริษัท ระบบต้มน้ำ Scope 2 ซื้อพลังงานมาใช้ (Indirect Emission) เช่น การใช้ไฟฟ้า และ Scope 3 ทุกอย่างที่เหลือนอกบริษัท (Indirect Supply Chain Emission) เช่น ซัพพลายเออร์ การใช้งานสินค้า การกำจัดสินค้าหลังหมดอายุ ลองทายสิครับว่า Scope ไหนเยอะสุด คำตอบคือ Scope 3 ครับ กว่า 70–95% ของ Carbon Footprint ของหลายองค์กร มักอยู่ใน Scope 3 ไม่ใช่ Scope 1 หรือ 2 ตัวอย่างเช่น บริษัท อีมิเน้นท์แอร์ที่ผมทำงานอยู่ สิ่งที่ปล่อยคาร์บอนมากที่สุดของเครื่องปรับอากาศอยู่ที่ช่วงการใช้งานของลูกค้า (Use of Sold Products) เพราะกินไฟตลอดอายุการใช้งานที่ยาวนานถึง 10 ปี (ก็เรารับประกันคอมเพรสเซอร์ 10 ปี เค้าเลยคำนวณการใช้งานจากตรงนี้ด้วยกระมัง)

พอวัดการปล่อยคาร์บอนฯพร้อมได้รับการรับรองเรียบร้อย หลายๆบริษัทก็จะเริ่มเข้าสู่ Net Zero Pathway หรือเส้นทางแห่งการปล่อยคาร์บอนฯเป็นศูนย์ ทีนี้ไอ้เส้นทางนี้แหละครับ มันยากมาก และเริ่มส่งสัญญานว่ายากที่จะเป็นไปได้เสียด้วย หลายบริษัทเริ่มทบทวนเป้าหมาย Net Zero ข่าวใหญ่ในช่วงที่ผ่านมาคือ JBS บริษัทเนื้อสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดของโลก ประกาศถอนเป้าหมาย Net Zero ที่รวม Scope 3 เพราะทำได้ยากมาก เหลือเฉพาะการลด Scope 1 และ 2 ซึ่งควบคุมได้เอง นี่สะท้อนว่าการประกาศ Net Zero ง่ายแต่การทำจริง โดยเฉพาะ Supply Chain ยากกว่าที่คิด บริษัท JBS ประกาศเป้าหมาย Net Zero ตั้งแต่ปี 2021 ว่าจะลดการปล่อยให้เป็นศูนย์ให้ได้ในปี 2040 ปัญหาที่ JBS เจอคือไม่สามารถควบคุมการปล่อยใน Scope 3 ได้ เพราะรับซื้อวัวจากเกษตรกร และฟาร์มทั่วประเทศหลายพันราย และแต่ละรายก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องคาร์บอนฯอะไรนี่เหมือนกันทั้งหมด เรื่องที่ควบคุมไม่ได้ เช่น อาหารวัวแบบใด เลี้ยงแบบไหน ขนส่งอย่างไร

Jason Weller, Chief Sustainability Officer กล่าวว่า บริษัทยังตั้งใจดีที่จะลดคาร์บอนฯ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงที่ว่าการลด Scope 1,2 นั้นเป็นการลดคาร์บอนฯของบริษัทเพียงแค่ 3% แต่ที่เหลือมันอยู่กับ Scope 3 อย่างไรก็ตาม JBS ยังตั้งเป้าลดความเข้มการปล่อยก๊าซ (Emission Intensity) จากการดำเนินงานหลักลง 30% ภายในปี 2030 และลดลง 70% ภายในปี 2050 สำหรับโรงงานและกิจการของบริษัท นอกจากนี้บริษัทจะมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตร เพราะเชื่อว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซได้ในระยะยาว แต่แค่ประกาศเรื่องนี้ออกมาหน่วยงานสิ่งแวดล้อมต่างๆ ก็ออกมาฉะเละเทะเลยครับ
สรุปสั้นๆ ก็คือว่า Net Zero เราทำคนเดียวไม่ได้หรอกครับ เราทำกันร้อยบริษัท พันบริษัทก็ไม่ได้เช่นกัน เราต้องทำกันทุกคน ทุกบริษัท เพราะ Eco-system ของธุรกิจมันเกี่ยวโยงกันทั้งหมด “การลด Scope 1 และ Scope 2 คือการจัดการบ้านของตัวเอง แต่การลด Scope 3 คือการชวนคนทั้งหมู่บ้านให้เปลี่ยนพฤติกรรม” Net Zero ในวันนั้นจึงต้องเป็นการลงมือทำจาก Green Dream to Green Reality เลยอยากปิดท้ายด้วยท่อนของพี่ป้อมอัสนีที่ว่า “อยู่ที่มือของเราที่จะทำ โลกให้เลวร้ายอย่างไร อยู่ที่มือของเราที่จะทำ โลกให้สดใส…อี…เย้” เพื่อโลกสวยด้วยมือเราครับ
บทความโดย นายวีรพล สวรรค์พิทักษ์
Chief Marketing Officer (CMO): ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดของ บริษัท อีมิแน้นท์แอร์ (ประเทศไทย) จำกัด



