Go Get Em Tiger


อยู่อเมริการอบนี้มีเรื่องเล่าอีกแล้วครับ โดยปกติผมเป็นคอกาแฟคนหนึ่งที่ชอบการดื่มกาแฟดริปหรือ Specialty coffee พอมาที่อเมริกาที่นิยมการดื่มกาแฟมากกว่าประเทศไทย แต่ส่วนมากจะเป็นกาแฟแบบเข้มๆ หนักๆ เลยต้องเสาะหาร้านที่เค้าว่าทีเด็ดกันสักหน่อย Go Get Em Tiger (GGET) เป็นแบรนด์ร้านกาแฟสเปเชียลตี้ชื่อดังระดับไอคอนิกจากเมืองลอสแอนเจลิส (Los Angeles) ประเทศสหรัฐอเมริกา ก่อตั้งขึ้นในปี 2013 โดย Kyle Glanville และ Charles Babinski ทั้งคู่เป็นระดับแชมป์ชงกาแฟของอเมริกา เดี๋ยวเล่าความเด็ดให้ฟังครับ

Go Get Em Tiger ชื่อเตะหูดังโพล๊ะ ก็แปลได้ประมาณว่า “ไปลุยกันเลยไอ้เสือ” เป็นร้านกาแฟสเปเชียลตี้และโรงคั่วกาแฟที่มาแรงทีเดียว มีชื่อเสียงด้านคุณภาพกาแฟระดับเวิลด์คลาส และนวัตกรรมการคัดสรรความสดใหม่ คือ แนวคิด “Time after Harvest” ที่ให้ความสำคัญกับการเก็บรักษาความสดของเมล็ดกาแฟจากแหล่งปลูก เล่าแบบนี้ครับ ปกติเวลาเราไปซื้อของกินก็จะดูวันผลิต วันหมดอายุใช่ไหมครับ เมล็ดกาแฟก็เช่นกัน เรามักจะดูวันที่คั่ว (Roast date) ถ้าคั่วมานานก็มักจะไม่ค่อยชอบ (ปกติจะดูประมาณ 1เดือน)  แต่ในความเป็นจริง Time after Harvest เราไม่รู้เลยว่า กว่าจะเก็บเกี่ยวเมล็ดกาแฟ ตากแดด และผ่านกรรมวิธีแปรรูปจนได้ความชื้นที่เหมาะสม กลายเป็นสารกาแฟ (Green Beans) บรรจุกระสอบ รอการจัดส่ง รอพิธีการศุลกากร เดินทางขนส่ง เมื่อถึงที่หมายก็ยังถูกเก็บในคลังสินค้าเพื่อรอวันนำไปคั่ว ระยะเวลาตรงนี้เราไม่รู้จริงๆ บางทีเพิ่งคั่วมาแล้วแปะวันที่ แต่อาจจะเก็บสารกาแฟไว้นานหลายเดือนหรือเป็นปีก็มี

GGET จึงสร้างโมเดลใหม่ของวงการกาแฟ เรียกว่า Roasted at Origin เรียกง่ายๆ ว่า ได้สารกาแฟปุ๊บ คั่วเลยทันทีทำให้เซลล์ของกาแฟยังมีพลังงานและความสมบูรณ์สูงสุด พูดถึงตรงนี้รับรองว่าคอกาแฟจินตนาการกลิ่นหอมโชยมาได้ทันที หลายคนก็สงสัยต่อว่าแล้วกว่าจะมาถึงมือผู้บริโภคล่ะยังจะดีไหม GGET ใช้แพ็กเกจจิ้งล็อคแก๊ส ขนส่งด่วนไปสู่ผู้บริโภค เทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์สมัยใหม่ (One-way Valve + Nitrogen Flushing) ถุงกาแฟที่คั่วแล้ว จะกลายเป็นแคปซูลกาลเวลาในขณะขนส่งทาง เมื่อเดินทางไปถึงมือผู้บริโภค จะกลายเป็นช่วงเวลาพอเหมาะพอดีสำหรับการดื่มด่ำ

นอกจากกาแฟสดใหม่แล้วดีอย่างไร GGET ถ่ายโอนเทคโนโลยีการคั่วไปไว้ที่ประเทศต้นทาง สามารถสร้าง Value – Added ให้อยู่กับเกษตรกร เพราะการย้ายกระบวนการคั่วและบรรจุภัณฑ์กลับไปที่ต้นทาง ทำให้รายได้จากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นตกไปอยู่กับแรงงานและเศรษฐกิจในประเทศผู้ผลิต(ที่มักจะเป็นประเทศรายได้น้อย)โดยตรง  ไม่ใช่อยู่กับพวกโรงคั่วด้วยเครื่องมือราคาแพงในประเทศปลายทาง เรื่องนี้ได้ประโยชน์ด้าน Sustainability ไปเต็มๆ ส่วนด้านสิ่งแวดล้อมแม้จะยังไม่มีตัวเลขออกมาชัดเจน แต่การคั่วที่แหล่งกำเนิดทำให้น้ำหนักในการขนส่งลดลง รวมถึงการย่นระยะเวลาในซัพพลายเชนเพราะไม่ต้องจัดเก็บนาน เรื่องนี้น่าจะได้ประโยชน์ในการลดคาร์บอนฯอีกด้วย บริษัทตั้งเป้าหมายให้กาแฟที่คั่ว ณ ประเทศต้นทางมีสัดส่วน 20% ของการคั่วทั้งหมดภายในสิ้นปี 2026 และ 70% ภายในสิ้นปี 2027 เรียกว่าเอาจริงเอาจังเลยล่ะครับ

ถ้าจะให้ผมแนะนำเมนูเจ๋งๆของเค้า ผมแนะนำ LIL’ SWEETIE กาแฟเอสเปรสโซผสมวานิลลาหอมหวานและนม เขย่าให้เย็นฉ่ำ เสิร์ฟพร้อมน้ำแข็ง และปิดท้ายด้วยโฟมนมนุ่มละมุน เมนูนี้หอมวานิลลามาก มากับนมนุ่มๆ และหวานละมุนที่คนอเมริกันช่วงนี้นิยมดื่มแบบมี Sweet cream on top  และอีกเมนูคือ BUSINESS AND PLEASURE เอสเปรสโซช็อตเข้มข้นจากเมล็ดกาแฟ Single Origin สำหรับด้านจริงจังของชีวิต จับคู่กับคาปูชิโนเย็นนมอัลมอนด์ผสมแมคคาเดเมียที่เขย่าจนเนียนนุ่ม เพื่อเติมความสุขให้วันของคุณ ชื่อ Business and Pleasure เล่นกับสำนวนภาษาอังกฤษที่หมายถึง “เรื่องงานและเรื่องความสุข”  ที่น่าจะหมายถึงการทำธุรกิจของ Go Get Em Tiger ได้เป็นอย่างดี

GGET มีสาขาหลายแห่งในลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา (ยังไม่มีสาขาเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในประเทศไทย) แต่แนวคิดแบบนี้กลายเป็นที่ยอมรับในวงการนักดื่มกาแฟได้อย่างรวดเร็ว น่าสนใจใช่ไหมครับ เอาล่ะไปลุยกันเลยไอ้เสือ!!!

บทความโดย นายวีรพล สวรรค์พิทักษ์
Chief Marketing Officer (CMO): ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดของ บริษัท อีมิแน้นท์แอร์ (ประเทศไทย) จำกัด


Comments

No comments yet. Why don’t you start the discussion?

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Are you human? Please solve:Captcha